Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


Channel Description:

Just a Blog from Thailand
    0 0

    เรื่องมีอยู่ว่า หูจับของหม้อต้มที่ใช้อยู่นั้นเริ่มสึกหรอมาเรื่อยๆ (ตรงที่เป็นพลาสติกสีดำ) และหักในที่สุด เลยมีโจทย์ต้องไปหาว่าจะซื้ออะไหล่ได้ที่ไหนดี

    หม้อที่ใช้เป็นยี่ห้อยอดนิยมอย่าง "หัวม้าลาย" (Zebra Brand) ก็น่าจะหาอะไหล่ได้ไม่ยากนัก แต่ลองไปเดินดูใน Big C กลับไม่เจออะไหล่ขายแยก (มีแต่ขายเป็นหม้อทั้งใบ) ลองเสิร์ชเว็บดู พบว่า Central มีขาย ก็เลยตามไปหาที่เซ็นทรัลลาดพร้าว แผนกเครื่องครัว เป็นอะไหล่ของบริษัทหัวม้าลายทำเอง

    อะไหล่ หม้อ หัวม้าลาย

    ราคาชิ้นละ 81 บาท (ช่วงที่ไปมี midnight sales พอดี ลดได้อีก!)

    อะไหล่ หม้อ หัวม้าลาย

    รายละเอียดด้านหลังแพ็กเกจ ชื่อรุ่นและชื่อบริษัท (เสถียรสแตนเลสสตีล โทร. 027205959) เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่ต้องตามหาข้อมูลนี้ในอนาคต แล้ว google มาเจอบล็อกนี้

    อะไหล่ หม้อ หัวม้าลาย

    วิธีการเปลี่ยนก็ไม่มีอะไรยาก ขันสกรู 2 ตัวก็เรียบร้อยแล้ว (สกรูมีให้ในชุด) ไหนๆ ซื้อทั้งทีก็เปลี่ยนหูจับทั้งสองข้างไปพร้อมกันเลย จะได้อยู่ได้นานๆ ไม่ต้องมาหาใหม่อีกเวลาที่อีกข้างพัง

    อะไหล่ หม้อ หัวม้าลาย

    Keyword: 

    0 0

    เนื่องจากได้คอมพิวเตอร์ใหม่ (Acer V17 Nitro VN7-793G) มานานพอสมควร และอยากติดตั้ง Ubuntu แบบเนทีฟดูบ้าง งานดูเหมือนง่ายเพราะชีวิตนี้ลงลินุกซ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผลคือลงเสร็จเรียบร้อย บูตแล้วยังไงก็เข้าหน้า Windows เหมือนเดิม

    นั่งไล่อาการดูแล้ว พบว่าเกิดจากคอมตัวนี้ค่อนข้างใหม่ เปลี่ยนมาใช้ UEFI แทน BIOS และมีระบบ Secure Boot เพื่อป้องกันการบูตระบบปฏิบัติการอื่นๆ (นอกจาก Windows) ทำให้ไม่ว่าบูตยังไงก็ได้ Windows เสมอ

    ขั้นตอนการแก้ไข แบ่งออกเป็น 3 ขั้นดังนี้

    1. ปิด Secure Boot
    2. ติดตั้ง Linux ตามปกติ
    3. เปิด Secure Boot กลับคืน พร้อมอนุมัติให้โหลด Ubuntu

    ปิด Secure Boot

    อย่างแรกเลยคือให้เราปิด Secure Boot ก่อน วิธีการคือให้รีสตาร์ตเครื่อง กด F2 เข้าหน้า BIOS/UEFI จากนั้นเข้าไปยังแท็บ Security

    ใน BIOS/UEFI ของ Acer ตระกูลนี้ (ยี่ห้อ InsydeH20) มันจะบังคับเราตั้ง Supervisor Password สำหรับป้องกันคนเข้า BIOS ก่อน ไม่งั้นไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย ก็ตั้งรหัสผ่านไปครับ (จำให้ได้ด้วยนะ)

    Acer BIOS UEFI SecureBoot

    จากนั้นสลับมายังแท็บ Boot จะพบว่าเมนูอันแรกสุด Secure Boot สามารถเปลี่ยนค่าได้แล้ว (ถ้าเราไม่ตั้งรหัส มันจะสีเทาๆ แก้อะไรไม่ได้) ให้เรากดเปลี่ยนเป็น Disabled

    Acer BIOS UEFI SecureBoot

    เสร็จแล้วกด F10 เซฟทุกอย่าง แล้วเข้ากระบวนการติดตั้ง Ubuntu ตามปกติ (เสียบ USB drive แล้วกด F12 เข้าหน้า Boot Menu เพื่อบูตจาก USB)

    ติดตั้งเสร็จแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ พอรีสตาร์ตเครื่องอีกครั้ง มันจะเข้า Windows เหมือนเดิม

    ทางแก้คือให้รีสตาร์ตแล้วกด F2 เข้าหน้า BIOS/UEFI อีกครั้ง สิ่งที่ต้องทำคือ

    1. เข้าแท็บ Boot - เปิดค่า Secure Boot กลับมาเป็น Enabled
    2. กลับมายังแท็บ Security - เลือกเมนู Select an UEFI file as trusted for executing

    มันจะเป็นเมนูลึกเข้าไปเรื่อยๆ เริ่มจากฮาร์ดดิสก์ตัวไหน (ของผมคือ HDD1) เลือก EFI, Ubuntu แล้วเลือกไฟล์เป็น shimx64.efi (ในกรณีเปิด Secure Boot) หรือ grubx64.efi (กรณีปิดไม่ใช้งาน Secure Boot) จะเลือกอันไหนขึ้นกับว่าเราตั้งใจจะเปิด Secure Boot หรือเปล่า (ในแง่ความปลอดภัยก็ควรเปิดนะครับ)

    Acer BIOS UEFI SecureBoot

    กลับมายังแท็บ Boot อีกครั้ง จะมีตัวเลือกการบูตชื่อว่า EFI File Boot 0: Ubuntuโผล่ขึ้นมา ให้เรากด F6 ให้มันขึ้นมาอันดับแรก หรืออยู่ก่อน Windows Boot Manager (ดูภาพข้างบนเอานะครับ) เสร็จแล้วกด F10 เซฟให้เรียบร้อย

    รีบูตเครื่องคราวหน้า ควรจะเห็นหน้า Boot Menu ของ Ubuntu (Grub) สีน้ำตาลโผล่ขึ้นมา เป็นอันเสร็จ

    Keyword: 

    0 0

    ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มีเวลา เลยลองเล่น TensorFlow ดู (สำหรับคนที่ไม่รู้จักว่า TensorFlow คืออะไร อ่าน)

    ตอนแรกพยายามติดตั้งบนลินุกซ์ ใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นาน พบว่า TensorFlow นี่เข้มงวดกับเวอร์ชันของซอฟต์แวร์มาก ต้องใช้เวอร์ชันที่ระบุไว้ในเอกสารเท่านั้น เก่าเกินหรือใหม่เกินไปก็ไม่ได้

    สำหรับตอนนี้ (กรกฎาคม 2017) การติดตั้ง TensorFlow 1.2 บนลินุกซ์ ต้องใช้เวอร์ชันซอฟต์แวร์ดังนี้ (อ้างอิง Installing TensorFlow on Ubuntu)

    • Ubuntu 14.04 LTS หรือ 16.04 LTS
    • NVIDIA CUDA Toolkit 8.0
    • NVIDIA cuDNN 5.1 (ตอนนี้มีเวอร์ชัน 6.0 แล้ว ใหม่เกิน ห้ามใช้)
    • Python 2.7 หรือ 3.x

    ทดลองอยู่นานและพบว่าติดตั้งได้ แต่ใช้งานไม่ได้ เนื่องจากใช้ Ubuntu 17.04 ตัวใหม่ล่าสุดในตอนนี้ ซึ่งใหม่เกินไป และ TensorFlow ยังไม่ซัพพอร์ตอย่างเป็นทางการ

    จะลงใหม่ก็ขี้เกียจแล้ว เลยเปลี่ยนมาติดตั้ง TensorFlow บนวินโดวส์แทน พบว่าง่ายกว่าหน่อยด้วย เลยมาบันทึกไว้เผื่อเป็นประโยชน์ (อ้างอิงจาก Installing TensorFlow on Windows)

    การรัน TensorFlow ในตอนนี้ ยังรองรับเฉพาะ GPU ค่าย NVIDIA เท่านั้น (Intel/AMD หมดสิทธิ) แต่ถ้าไม่เน้นประสิทธิภาพอะไรมาก เน้นลองใช้งานเป็นหลัก ก็สามารถรัน TensorFlow บน CPU อย่างเดียวโดยไม่ต้องใช้พลังของ GPU ได้เช่นกัน (แถมลงง่ายกว่าด้วย)

    แต่ไหนเลยเรามี GeForce 1060 ทั้งทีก็อย่าให้เสียของ เน้นท่ายาก (ขึ้นมาอีกหน่อย) เอาแบบรองรับ GPU ด้วยเลยครับ (GPU จะต้องซัพพอร์ต CUDA 3.0 ขึ้นไป ซึ่งถ้าใช้ GPU ค่อนข้างใหม่หน่อย ไม่เก่าเกิน 3-4 ปีก็น่าจะใช้ได้หมด เช็คชื่อรุ่นได้จาก CUDA GPUs)

    กระบวนการติดตั้ง TensorFlow บนวินโดวส์ เราต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์มาลงหลายตัว ดังนี้

    • NVIDIA CUDA Toolkitเปรียบเสมือน SDK สำหรับใช้ NVIDIA GPU มาประมวลผลงานอื่นที่ไม่ใช่กราฟิก
    • NVIDIA cuDNNมันคือส่วนเสริมของ CUDA ที่เอาไว้รันงาน deep learning
    • Python for Windowsเพราะ TensorFlow เป็นไลบรารีของ Python
    • ตัวของ TensorFlow เองลงผ่านแพกเกจของ Python

    NVIDIA CUDA Toolkit

    อันนี้ลงง่ายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรมาก เข้าหน้า ดาวน์โหลด CUDAแล้วเลือกระบบปฏิบัติการเป็น Windows, เลือกเวอร์ชันที่ใช้งาน, วิธีติดตั้งว่าเป็นแบบดาวน์โหลดเฉพาะ installer หรือดาวน์โหลดทั้งก้อน (ถ้าต่อเน็ตตลอดเวลา เลือกอันไหนก็ได้) แล้วติดตั้งแบบไฟล์ .exe ปกติก็เรียบร้อยแล้ว

    ตอนนี้เวอร์ชันล่าสุดของ CUDA คือ 8.0 ซึ่งเราใช้ตัวนี้ รายละเอียดอื่นๆ อ่านที่ CUDA Installation Guide for Microsoft Windows

    NVIDIA cuDNN

    NVIDIA CUDA Deep Neural Network library (cuDNN) เป็นซอฟต์แวร์เสริมของ CUDA สำหรับงาน deep learning ตัวนี้จะยุ่งยากหน่อยตรงที่ เราต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิก NVIDIA Developer ด้วย (ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไร แค่กรอกฟอร์มนิดหน่อยก็ใช้ได้เลย)

    เมื่อลงทะเบียนและล็อกอินแล้ว เราจะสามารถเห็นลิงก์ดาวน์โหลด cuDNNได้ สิ่งที่ต้องระวังคือตอนนี้ (ก.ค. 2017) มี cuDNN เวอร์ชัน 6.0 แล้ว แต่ TensorFlow ยังต้องใช้เวอร์ชัน 5.1 อย่าดาวน์โหลดผิดอัน ต้องเลือกเป็น cuDNN v5.1 (Jan 20, 2017), for CUDA 8.0เท่านั้น

    ดาวน์โหลดมาแล้วเราจะได้ไฟล์ .tgz มาหนึ่งไฟล์ แตกไฟล์ออกมาจะได้โฟลเดอร์ cuda มา เอาไปไว้ตรงไหนก็ได้ตามต้องการ (เช่น ~/Documents/cuda)

    ขั้นถัดไปคือเราต้องเซ็ตค่า environment variables ของระบบให้มองเห็นโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ cuDNN ด้วย ให้พิมพ์คำว่า environment ในปุ่ม Start แล้วจะเจอหน้าต่าง System Properties ในแท็บ Advanced แล้วกดปุ่ม Environment Variables

    เลือกตัวแปร Path ในช่องของ User variables แล้วกดปุ่ม Edit จากนั้นกดปุ่ม New เพิ่มพาธของโฟลเดอร์ cuda อันเมื่อกี้ลงไป

    ผมลองใส่พาธ cuda ตรงๆ พบว่าไม่เวิร์ค ต้องใส่เป็น \cuda\bin ด้วยจึงจะสามารถเรียก cuDNN ได้ตอนรัน (เช่น C:\Users\markp\Documents\cuda\bin)

    ถ้ารูปเล็กไปก็ view ขนาดเต็มเอาเองนะครับ

    Python for Windows

    อันนี้ก็ต้องระวังว่า ตอนนี้ TensorFlow รองรับเฉพาะ Python 3.5 เท่านั้น (เวอร์ชันล่าสุดคือ 3.5.2) แม้ว่าตอนนี้มี Python 3.6.x ออกมาแล้ว ก็ไม่รับนะจ๊ะ

    ดาวน์โหลด Python 3.5.2 จาก Python.orgผมเลือกเป็นตัวติดตั้งแบบ Windows x86-64 executable installer

    อันนี้มไม่มีอะไรยาก ติดตั้งแบบ exe ปกติได้เลย

    TensorFlow

    ในที่สุดก็มาถึงการติดตั้งตัว TensorFlow กันสักที กระบวนการติดตั้ง TensorFlow จะใช้ผ่านตัวจัดการแพ็กเกจ pip ที่มาพร้อมกับ Python อยู่แล้ว ถ้าใครคุ้นเคยกับ package manager ก็ไม่มีอะไรยาก

    เปิด Command Prompt / terminal ขึ้นมา (ใครชอบ PowerShell ก็ใช้ได้เหมือนกัน) แล้วสั่ง

    pip3 install --upgrade tensorflow-gpu

    เราจะเห็นการดาวน์โหลดแพ็กเกจต่างๆ สักระยะ ใช้เวลาไม่นานก็ติดตั้งเสร็จเรียบร้อย

    ตรวจสอบการติดตั้ง TensorFlow

    เมื่อติดตั้งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เช็คว่า TensorFlow ของเราทำงานได้ถูกต้อง โดยทดลองเรียกมันจาก Python นั่นแหละ

    เปิด Command Prompt แล้วพิมพ์คำสั่งว่า python

    มันจะเข้าพรอมพต์ของ Python แทนระบบ (สังเกตวงเล็บ >>>) แล้วให้เราพิมพ์โค้ดทดสอบลงไปทีละบรรทัด

    • import tensorflow as tf
    • hello = tf.constant('Hello, TensorFlow!')
    • sess = tf.Session()
    • print(sess.run(hello))

    ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พอเราพิมพ์บรรทัดที่สามแล้ว จะได้อะไรมายาวเหยียด และพิมพ์บรรทัดที่สี่ จะเห็นคำว่า 'Hello, TensorFlow!'ตอบเรากลับมา

    ในภาพเบลอข้อความส่วนไม่สำคัญออก ให้เห็นโค้ดกันง่ายๆ

    ทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเสร็จเรียบร้อย ติดตั้ง TensorFlow แบบเรียกใช้ GPU บน Windows เสร็จสมบูรณ์แล้ว สามารถเริ่มพัฒนา TensorFlow ต่อได้ทันที

    บล็อกนี้อ้างอิงข้อมูลจาก Installing TensorFlow on Windowsเขียนเมื่อกรกฎาคม 2017 สำหรับเวอร์ชันที่ใหม่กว่านี้ในอนาคต ควรเช็คกับเอกสารอย่างเป็นทางการของ TensorFlow อีกครั้ง ว่าต้องใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันไหนบ้าง


    0 0

    เจอโจทย์ว่าย้ายเว็บที่เป็น WordPress (ในทีนี้คือโฮสต์เดิม เปลี่ยนแค่ URL) แล้วพบปัญหาไม่สามารถล็อกอินได้

    อาการคือเข้าหน้า wp-login เจอช่องกรอก username/password แล้ว กดล็อกอินไปจะกลับมาหน้าเดิมอีกครั้ง ไม่สามารถเข้ามายังหน้า dashboard ได้

    ปัญหานี้เกิดจากเราเปลี่ยน URL ของเว็บไซต์ แม้ว่าจะแก้ URL ในฐานข้อมูล (siteurl และ home) แล้วก็ตาม อาจยังไม่เป็นผล

    ทางแก้คือให้เพิ่ม 2 บรรทัดนี้เข้าไปในไฟล์ wp-login.php

    update_option('siteurl', 'http://www.newurl.com' );
    update_option('home', 'http://www.newurl.com' );

    มันจะรันตอนเราโหลดหน้าล็อกอิน แล้วบอกระบบว่า URL เปลี่ยนแล้ว ให้เปลี่ยนค่าอื่นๆ ในเซสซันด้วย

    เมื่อล็อกอินเข้าหน้า Dashboard ได้แล้ว ให้ลบ 2 บรรทัดนี้ออกเพื่อความปลอดภัยและการอัพเกรดในอนาคต

    อ้างอิง - WordPress Codex: Login Trouble

    Keyword: 

    0 0

    มีเหตุให้ต้องไปช่วยย้ายเว็บไซต์แห่งหนึ่ง โดยเป็นการย้ายโดเมนเนม (URL) บนโฮสต์เดิม ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากอะไรถ้าหากเราสนใจแค่ตัวเว็บไซต์ (เปลี่ยนชื่อ URL ในโฮสต์ และใน Database/Config ของตัว CMS ก็จบแล้ว)

    แต่พอมีเงื่อนไขตามมาว่า เป็นการย้ายบนระบบ Plesk ที่ติดตั้ง WordPress ในรูปเว็บแอพพลิเคชันของ Plesk เอง (กดอัพเดตอัตโนมัติจาก Plesk ได้) และย้ายแบบให้ Google Search เห็นว่าย้าย ถูกต้องตามหลัก SEO ด้วย เลยมีความซับซ้อนขึ้นมาอีกพอสมควร

    ทำเสร็จแล้วก็มาจดขั้นตอนเก็บไว้ ดังนี้ (อ้างอิงการใช้งานตาม Plesk เวอร์ชัน 12.5)

    1) เซ็ตเว็บไซต์ใหม่

    พอเราได้โดเมนของเว็บใหม่ (newurl.com) มาแล้ว ก็ชี้ Name Server มายังโฮสต์ที่ใช้อยู่ให้เรียบร้อย ฝั่งของโฮสต์ก็สร้างบัญชีของโดเมนใหม่ขึ้นมา

    ท่าใน Plesk ก็กด Add Domain ได้ตามปกติ ไม่ต้องคิดอะไรมากเพราะเราจะใช้บัญชีนี้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ในขั้นนี้ขอให้เราสามารถเข้า newurl.com แล้วเจอหน้าดีฟอลต์ของเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้ก็พอ

    2) ยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บใน Google Search Console

    ตรงนี้ต้องทำทั้งสองฝั่งคือเว็บเก่าและเว็บใหม่ (ถ้าหากเว็บเก่ามีอยู่แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ทำแค่เว็บใหม่) ให้เราเข้าไปที่ Google Search Console (Webmaster Tools เดิม) แล้วเคลมความเป็นเจ้าของเว็บ (ทำทีละเว็บ) ด้วยการอัพโหลดไฟล์ HTML ที่กูเกิลให้มา ผ่านทาง FTP หรือจะผ่าน File Manager ในระบบของ Plesk ก็ได้

    3) ย้ายเว็บไปยัง URL ใหม่

    พอ Google Search รู้จักทั้งสองเว็บเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาทำการย้ายตัวเว็บและข้อมูลต่างๆ (ซึ่งตรงนี้แตกต่างกันไปตาม CMS และโฮสติ้งที่ใช้งานนะครับ)

    กรณีของผมเป็น WordPress ที่รันอยู่บน Plesk ก็ง่ายหน่อย ทำตามนี้

    • ลบบัญชี newurl.com ออกจากระบบของ Plesk
    • เข้าไปยังหน้า Hosting Settings ของบัญชีเว็บเก่า oldurl.com
    • เปลี่ยนค่า URL เป็น newurl.com

    รอเวลาสักแปปพอให้ DNS อัพเดตแคชของ URL ใหม่ ตอนนี้เราน่าจะเข้าเว็บใหม่ได้ แต่เข้าไปแล้วจะเจออะไรพังๆ อยู่บ้าง เพราะไฟล์และฐานข้อมูลของเว็บเก่า (ที่ไม่ถูกเปลี่ยนค่าใดๆ) ยังไม่รู้จัก URL อันใหม่

    สำหรับ CMS ที่เป็น WordPress สามารถแก้ต่อได้ตามบทความ Changing The Site URLของผมใช้วิธีแก้ใน Database โดยตรง (PHPmyAdmin) และเจอปัญหาเรื่องการล็อกอิน ซึ่งก็หาวิธีแก้เรียบร้อยแล้ว

    เสร็จจากขั้นตอนนี้ เราควรจะได้เว็บใหม่ที่ทำงานได้ตามปกติทุกประการ บนโดเมน newurl.com ส่วนโดเมนเดิม oldurl.com จะเข้าไม่ได้

    4) ทำ 301 Redirect

    ขั้นตอนนี้คือการตั้งค่าให้ oldurl.com ชี้ไปยัง newurl.com แบบ 301 Redirectเพื่อให้คนที่เข้าเว็บจาก URL เก่าสามารถเข้ามายัง URL ใหม่ได้อัตโนมัติ

    ท่าปกติคือแก้ค่าในไฟล์คอนฟิก .htaccess ของเว็บเซิร์ฟเวอร์ แต่เนื่องจากมันเป็น Plesk เราก็มีตัวช่วยที่ง่ายกว่านั้นคือ Domain Alias

    ในหน้ารวมโดเมน ให้กดปุ่ม Add Domain Alias แล้วก็ป้อน URL เก่า ที่ชี้ไปยัง URL ใหม่ตามที่ต้องการ ตัวเลือกอันที่ต้องติ๊กคือ 301 Redirect

    เสร็จแล้วเราควรจะเห็นค่าในหน้ารวมโดเมนของ Plesk เขียนระบุเป็น Alias for newurl.com ดังภาพ

    ทิ้งเวลาสักนิดพอให้ DNS อัพเดต มาถึงขั้นนี้ เราควรจะพิมพ์ oldurl.com แล้วถูก redirect เข้าไปยัง newurl.com ให้ทันที

    5) ทำเรื่อง Request for URL Change ใน Google Search Console

    กระบวนการฝั่งเว็บไซต์ของเราเองทำเสร็จแล้ว ที่เหลือก็คือไปบอกกูเกิลว่า เออ ย้ายเว็บเรียบร้อยแล้วนะ ซึ่งกูเกิลมีเครื่องมือช่วยอยู่แล้วคือ change of address tool (รายละเอียดอ่านใน Site moves with URL changes)

    ให้เข้า Google Search Console ในฝั่งของเว็บเก่าแล้วคลิกที่ไอคอนเฟือง เลือก change of address หรือภาษาไทยคือ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ดังภาพ

    ที่เหลือก็ทำขั้นตอนตาม Wizard ไปทีละขั้น ถ้าทำตามสเต็ปทั้งหมดที่เขียนมา ก็น่าจะผ่านทั้งหมด แล้วกดส่ง/submit ก็เรียบร้อย

    รออีกสัก 2-3 ชั่วโมง ก็น่าจะได้อีเมลตอบกลับจาก Google Search Console ว่ารับเรื่องของเราแล้ว ถือเป็นอันเสร็จพิธีครับ (ส่วนใครจะทำ crawling หรือจัดการเรื่อง SEO อื่นๆ ก็ตามสะดวก)


    0 0

    เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 มีโอกาสได้ไปพูดงาน "สามก๊ก Live Talk"กับทางมติชนและ BEC เลยได้เพื่อนใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือคุณอ๋อง นิธิพันธ์ วิประวิทย์สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีน

    คุณอ๋องโด่งดังมาจากเพจ Ong China และเป็นผู้แปลคลิป "อี้จงเทียนพิเคราะห์สามก๊ก"ซึ่งเป็นรายการทีวีของจีน ที่วิเคราะห์วิจารณ์สามก๊กแบบเจาะลึก เนื่องจากคุณอ๋องเคยอยู่ที่เมืองจีนมาก่อน เลยเห็นโอกาสในการนำเนื้อหาส่วนนี้มาฝากแฟนๆ สามก๊กในไทย จนทำให้ผู้แปลคือตัวคุณอ๋องเอง โด่งดังขึ้นมา

    คุณอ๋องยังมีคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ชื่อว่า มองตะเกียบ เห็นป่าไผ่เป็นการเล่าเกร็ดต่างๆ ในประวัติศาสตร์จีน และได้รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อเดียวกัน (พิมพ์โดยโพสต์บุ๊ก) ซึ่งคุณอ๋องก็ใจดี ส่งมาให้ผมอ่านฟรีๆ หนึ่งเล่ม

    หลังจากดองไว้นานและอ่านๆ หยุดๆ มาได้สักพักใหญ่ สุดท้ายอ่านจบก็อยากมาเขียนถึงสักหน่อย เกร็ดประวัติศาสตร์จีนที่คุณอ๋องนำมาเล่า มีทั้งประวัติศาสตร์บุคคลหลายยุคหลายสมัย ตั่งแต่จีนโบราณยุคตำนาน มาจนถึงยุคสาธารณรัฐประชาชน มีเรื่องวัฒนธรรมประเพณี เช่น การกินเจ การไหว้พระจันทร์ การสอบจอหงวน รวมถึงวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างการแข่งกันเรียนของเด็กจีนในยุคปัจจุบัน

    เกร็ดหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้มาก่อน เช่น เรื่องของเจี่ยงจิงกั๋ว (Chiang Ching-kuo) บุตรชายของเจียงไคเช็ค ผู้เป็นประธานาธิบดีไต้หวันระหว่างปี 1978-1988 และเป็นผู้สร้างชาติไต้หวันด้วย กลับมีอุปนิสัยแตกต่างจากพ่ออย่างสิ้นเชิง หรือเรื่องของ "ผี"ในแผ่นดินจีน ที่เราจะไม่เคยเห็นเคยได้ยินเรื่องนี้ เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์มองว่านี่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพูดถึงได้ เป็นต้น

    อีกเรื่องที่ชอบคือถึงแม้คุณอ๋องเป็น "แฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีน"เก่งในเรื่องที่ฟังดูโบราณ แต่สำนวนของคุณอ๋องกลับวัยรุ่นและเป็นสมัยใหม่มากๆ วิธีการอธิบายเรื่องราวจึงรวบรัดตรงประเด็น และใช้คำสมัยใหม่ที่ช่วยให้เห็นภาพ เช่น เรื่องขงเบ้งไปถือสันโดษอยู่บนเขาโงลังกั๋งเป็นเวลานานถึง 10 ปี คุณอ๋องเขียนว่า "นิ่งเงียบถือสันโดษเป็นเพียง lifestyle ไม่ใช่ปณิธาน"ซึ่งหมายถึงว่า ขงเบ้งไม่ได้อยากอยู่บนเขาไปตลอดชีวิต แต่เลือกที่จะอยู่บนเขาเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมต่างหาก

    หนังสือแบ่งออกเป็นบทสั้นๆ ตามพื้นที่คอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ทำให้หยิบมาอ่านเพลินๆ ได้เมื่อว่างแบบไม่ต่อเนื่อง เพราะแต่ละบทไม่ได้ต่อกัน อ่านจบแล้วเชื่อว่า เราจะรู้เรื่องจีนเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

    Keyword: 

    0 0

    มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่ เลยต้องย้ายตัว code generator สำหรับทำ 2-factor authentication ด้วย เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรกก็จดไว้หน่อย

    ขั้นตอนจริงๆ ไม่มีอะไรยาก เพราะลงแอพ code generator (ผมใช้ Google Authenticator แทบทุกคนก็น่าจะใช้ตัวนี้กันแหละ) ในเครื่องใหม่ แล้วสแกนบาร์โค้ดจากเว็บไซต์ต้นทางก็เรียบร้อย

    อันที่ยากคือ เมนูหรือปุ่มสำหรับสแกนโค้ดในเว็บไซต์แต่ละแห่ง มันอยู่ตรงไหนกันแน่

    Google

    กูเกิลนี่ค่อนข้างง่าย เข้าไปใน My Account ส่วนของ Security แล้วหาหมวด Authenticator App จะมีเมนู "Change Phone"ค่อนข้างตรงไปตรงมา

    เสร็จแล้วเลือกแพลตฟอร์มที่ใช้ สแกนบาร์โค้ด ตูม จบข่าว

    Microsoft

    ของไมโครซอฟท์นี่ซับซ้อนหน่อย เข้าไปที่ Account เลือกหมวด Security จะต้องเลือกเมนู More Security อีกทีนึง (ทำไมไม่ทำให้มันตรงไปตรงมา) จากนั้นเลือก Set up identity verification app

    ความยากอยู่ตรงนี้ ตอนเลือกแพลตฟอร์ม ห้ามเลือก 3 ตัวเลือกแรกนะครับ เพราะมันจะบังคับให้เราใช้แอพ Microsoft Authenticator แทน ถ้าอยากใช้แอพตัวอื่นต้องเลือก Other เท่านั้น ผมหาวิธีอยู่สามรอบกว่าจะผ่านไปได้

    Facebook

    สุดท้ายคือ Facebook จริงๆ แอพ Facebook บนมือถือสามารถ gen code ได้ในตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากใช้ code generator ตัวอื่น ก็เข้าไปใน Settings > Security เลือก Code Generator แล้วเมนู third party ตามภาพ

    Keyword: 

    0 0

    อ่านประวัติศาสตร์สเปนใน Wikipediaเลยมาจดเก็บไว้สักหน่อย เพื่อใช้อ้างอิงในภายหลัง (ภาพประกอบข้างบนคือเมือง Toledo เมืองหลวงของสเปนยุคแรกเริ่ม ถ่ายตอนไปเที่ยวในปี 2013)

    Hispania

    ประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรไอบีเรีย ก็คล้ายกับประเทศอื่นในยุโรป นั่นคือเริ่มจากการเป็นจังหวัดหนึ่งของโรมัน (Roman Hispania) พอโรมันล่มสลายลง ชนเผ่าเยอรมันหลายกลุ่มก็เข้ามาตั้งรกรากและตั้งอาณาจักรย่อยๆ ขึ้น โดยอาณาจักรที่สำคัญคือ Visigoth ที่ตั้งเมืองหลวงอยู่ Toledo มาจนถึง ค.ศ. 700

    Muslim conquest

    สถานการณ์โลกยุคนั้นคือจักรวรรดิมุสลิมรุ่งเรือง (หลังการตายของศาสดาโมฮัมหมัด ชาวอาหรับก็รวมเป็นปึกแผ่นใต้อาณาจักรกาหลิบ = Caliphate)

    จักรวรรดิอุมัยยะฮ์ (Umayyad Caliphate) ก็ขยายอาณาเขตอย่างยิ่งใหญ่ในแอฟริกาเหนือ (มาไกลจนถึงแถบโมร็อคโคในปัจจุบัน) และข้ามทะเลมายึดคาบสมุทรไอบีเรียได้เกือบหมด เหลือเฉพาะตอนบนๆ ที่ยังเป็นของฝรั่งเท่านั้น

    Reconquista

    มุสลมอุมัยยะฮ์ ปกครองคาบสมุทรไอบีเรียตอนใต้มาได้หลายร้อยปี ทางตอนเหนือของคาบสมุทรก็เป็นอาณาจักรชาวคริสต์ขนาดย่อมๆ หลายอาณาจักร ที่สำคัญคือ โปรตุเกส (Portual), กาลิเซีย (Galicia), ลีออน (Leon), คาสติลล์ (Castille), อารากอน (Aragon) โดยมีความใฝ่ฝันจะขับไล่มุสลิมออกไปให้หมด (Reconquista = Reconquest) ในอีกทาง อาณาจักรมุสลิมก็เริ่มเสื่อมอำนาจลง ถูกกดดันลงใต้ไปทีละน้อย

    อาณาจักรชาวคริสต์ก็ค่อยๆ หลอมรวมกัน โดยเริ่มจาก Castille & Leon ก่อน (ซึ่งถือเป็นสเปนตอนกลางประเทศในปัจจุบัน) จากนั้นในปี 1469 ราชินี Isabella I แห่ง Castille ก็แต่งงานกับ Ferdinand II แห่ง Aragon (Aragon คือสเปนตะวันออก หรือแถบบาร์เซโลนาในปัจจุบัน) ทำให้สองแคว้นรวมกันได้สำเร็จ (ในทางปฏิบัติยังแยกกันปกครองแคว้นใครแคว้นมัน แต่ในทางกฎหมายก็คือเป็นกษัตริย์คู่)

    จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ในปี 1492 ที่มีเหตุการณ์สำคัญ 2 อย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือ ฐานที่มั่นสุดท้ายของมุสลิมที่กรานาดา (Granada) ถูกสเปนตีแตก และในปีเดียวกัน Isabella & Ferdinand ก็อนุญาตให้คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางออกทะเล ซึ่งก็ไปพบกับ "โลกใหม่"นั่นเอง

    สเปนรวมเป็นหนึ่ง ขับไล่แขกมุสลิมออกนอกทวีป ค้นพบโลกใหม่ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองแห่งสเปน

    ภาพวาดโคลัมบัส ต่อหน้ากษัตริย์ Isabella & Ferdinand

    Spain Empire 1516-1700

    ผู้สืบทอดของ Isabella & Ferdinand คือ Joanna ลูกสาวของ Isabella ที่แต่งงานกับ Philip I จากราชวงศ์ฮับสบูร์ก (Habsburg) ที่ปกครองจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (เยอรมัน-ออสเตรียในปัจจุบัน)

    กษัตริย์องค์ต่อมาคือ Charles I (ครองราชย์ 1516 อีกชื่อหนึ่งคือ Charles V แห่ง Holy Roman Empire) ลูกของ Joanna จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุค Habsburg Spain (สเปนราชวงศ์ฮับสบูร์ก) ที่เป็นยุคทองของสเปน (Spanish Golden Age)

    Habsburg Spain ถือเป็นจักรวรรดิสมัยใหม่ชาติแรกๆ เพราะการค้นพบโลกใหม่ ทำให้สเปน (และโปรตุเกส) ใช้อำนาจทางทะเล สร้างอาณานิคมในทวีปอเมริกา ดึงทรัพยากรกลับมายุโรป ส่วนการเมืองในยุโรปเอง สเปนก็เป็นพันธมิตรทางเครือญาติกับราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (ออสเตรีย) ซึ่งเป็นมหาอำนาจในยุคนั้น

    แผนที่ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ปี 1547

    สเปนยังได้รวมเป็นประเทศเดียวกับโปรตุเกสอยู่ช่วงสั้นๆ (1580-1640 นาน 60 ปี)

    ยุคของ Habsburg Spain และยุคทองของสเปนสิ้นสุดลง เมื่อกษัตริย์องค์สุดท้าย Charles II ซึ่งพิการและร่างกายอ่อนแอ (ฉายา the Bewitched) เสียชีวิตลงในปี 1700 โดยไม่มีทายาทสายตรง ประเด็นเรื่องการสืบทอดอำนาจของกษัตริย์สเปนจึงกลายเป็นการเมืองระดับยุโรป (War of the Spanish Succession 1702-1714)

    Bourbon Spain 1700-1808

    ผู้ที่เป็นตัวเก็งสืบทอดอำนาจของ Charles II มีสองคนคือ Philip Duke of Anjou เจ้าชายฝรั่งเศสที่มีศักดิ์เป็นหลานอา และได้รับการแต่งตั้งจาก Charles II ให้สืบทอดบัลลังก์ต่อ กับ Archduke Charles เจ้าชายจากอาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นหลานในเครือญาติจากการแต่งงาน

    ประเด็นเรื่องการสืบบัลลังก์สเปน เป็นการเมืองระดับยุโรป เพราะแต่ละฝั่งมีแบ็คเป็นมหาอำนาจในยุคนั้น โดย Philip เป็นหลานแท้ๆ ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝรั่งเศส (เป็นหลานคนที่ 2 คือมีโอกาสเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสด้วย) ส่วน Archduke Charles ก็เป็นหลานของจักรพรรดิ Leopold

    ใครได้สเปนไปครอง จะทำให้ฝ่ายนั้นกลายเป็นมหาอำนาจ No.1 แห่งยุโรปทันที สงครามระหว่างสองขั้วอำนาจ (ฝรั่งเศส vs กลุ่มต่อต้าน) จึงบังเกิดขึ้น

    สงครามจบลงด้วยสัญญาสงบศึก Philip ได้เป็นกษัตริย์สเปนในชื่อ Philip V (ครองราชย์นับตั้งแต่ปี 1700 เป็นต้นมา) แลกกับว่าเขาไม่มีสิทธิในบัลลังก์ฝรั่งเศสอีกต่อไป (เพื่อป้องกันการรวมสเปน-ฝรั่งเศส ภายใต้กษัตริย์องค์เดียว) ทำให้สเปนยุคนี้กลายเป็นยุคของราชวศ์บูร์บอง (Bourbon) ของฝรั่งเศสนั่นเอง

    Bourbon Spain ปกครองประเทศมาอีกร้อยปี จนถึงกษัตริย์ Charles IV ที่มีปัญหาทางจิต ส่งผลให้สเปนตกต่ำลง บวกกับกระแสการเมืองโลกในตอนนั้น คือการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 และนโปเลียนบุกเข้ามายึดสเปนในปี 1808 จึงเป็นจุดสิ้นสุดของสเปนยุคนี้

    จักรวรรดิสเปนในยุคที่มีอาณานิคมมากที่สุด (1790) ก่อนจะเสียดินแดนอย่างรวดเร็วในภายหลัง

    Constitutional Monarchy

    การปกครองของนโปเลียนอยู่ในช่วงสั้นๆ ตามช่วงเวลาครองราชย์ของนโปเลียน แต่เหล่าแม่ทัพในสเปนก็รวมตัวกันต่อต้านเพื่อชิงเอกราชกลับมา ส่งผลให้กลุ่มแม่ทัพมีบทบาทมากในการเมืองสเปนต่อจากนี้ไป หลังจากนโปเลียนโดนยุโรปรุมกินโต๊ะและแพ้ไป ระบบกษัตริย์เดิมก็กลับคืนสู่สเปนในปี 1814 โดย Ferdinand VII ยังคงสืบทอดราชวงศ์บูร์บองต่อไป

    แต่สุญญากาศอำนาจของสเปนช่วงที่โดนฝรั่งเศสยึดครอง ทำให้อาณานิคมของสเปนใน "โลกใหม่"เริ่มแยกตัวเป็นอิสระ การเมืองในประเทศสเปนเองก็ได้รับผลกระทบจากกระแส "สาธารณรัฐ"ในยุโรป ทำให้ประเทศวุ่นวาย เพราะมีทั้งฝ่ายกษัตริย์ นายพล และผู้นิยมสาธารณรัฐ ข้อตกลงที่พบกันครึ่งทางคือระบอบ Constitution Monarchy

    ราชินี Isabella II ลูกสาวของ Ferdinand VII ถูกปฏิวัติในปี 1868 และสเปนใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐเป็นเวลาสั้นๆ ระหว่างปี 1873-1874 แต่ก็ล้มเหลว ทำให้กองทัพสเปนปฏิวัติ แล้วเชิญกษัตริย์ Alfonso XII (ลูกของ Isabella II) กลับเป็นกษัตริย์สเปนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม Alfonso XII ก็ครองราชย์ไม่นาน เสียชีวิตจากโรคบิดด้วยวัยเพียง 28 ปี (1885)

    Alfonso XIII ลูกชายของ Alfonso XII ยังไม่เกิดด้วยซ้ำตอนพ่อตาย ครองราชย์สืบต่อมา ยุคสมัยนี้ถือเป็นช่วงขาลงของสเปน เพราะเสียดินแดนอาณานิคมไปเกือบหมดจากสงครามกับสหรัฐอเมริกา (ฟิลิปปินส์เปลี่ยนมือจากสเปนไปเป็นของอเมริกาก็ยุคนี้) ช่วงปลายของสมัย Alfonso XIII เขาสนับสนุนนายพล Rivera ปฏิวัติระบบสภา แต่ภายหลังก็เสื่อมความนิยมลง จนฝ่ายสาธารณรัฐกลับมารุ่งเรือง และ Alfonso XIII ต้องหนีออกจากประเทศไปในปี 1931 สเปนจึงเข้าสู่ยุคสาธารณรัฐอีกรอบ

    Civil War และ Franco

    ยุคนี้สเปนยิ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่เพราะไม่มีใครมีอำนาจเด็ดขาด สาธารณรัฐอยู่ได้ในช่วงสั้นๆ สเปนก็เข้าสู่ยุคสงครามกลางเมือง (Spanish Civil War 1936-1939) โดยกลุ่มสาธารณรัฐที่ปกครองประเทศ (ที่ค่อนข้างเอียงไปทางสังคมนิยม โดยได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย) ต้องเผชิญกับกลุ่มชาตินิยมทหาร ที่นำโดยนายพลฟรังโก (Francisco Franco) ที่สนับสนุนโดยนาซีเยอรมันและฟาสซิสต์อิตาลีในยุคนั้น

    ฝ่ายสาธารณรัฐไม่เป็นปึกแผ่นและทะเลาะกันเอง สุดท้ายชัยชนะเป็นของนายพลฟรังโกในปี 1939 สเปนในยุคถัดมาจึงอยู่ใต้ระบอบเผด็จการของฟรังโก จนเขาเสียชีวิตในปี 1975

    สงครามกลางเมืองสเปน ฝ่าย Nationalist สีเหลือง ตีล้อมฝ่าย Republican สีชมพู

    ฟรังโกวางแผนสืบทอดอำนาจ โดยคืนบัลลังก์ให้กษัตริย์ Juan Carlos (หลานของ Alfonso XIII) ที่ลี้ภัยอยู่ในอิตาลี สเปนยุคปัจจุบันจึงกลับมาใช้ระบอบ Constitutional Monarchy อีกครั้ง

    Juan Carlos สละบัลลังก์ในปี 2014 ให้กับลูกชาย Felipe VI กษัตริย์องค์ปัจจุบัน (ยังนับเป็นราชวงศ์บูร์บองอยู่)

    Keyword: 

    0 0

    เหตุการณ์กราดยิงที่ลาสเวกัส ถือว่าใกล้ตัวพอสมควรเพราะผู้ก่อเหตุกราดยิงมาจากชั้น 32 ของโรงแรม Mandalay Bay ที่เคยไปนอนมาสองรอบ (ชนิดว่าเดินจนจำทางในโรงแรมได้แล้ว) พอนึกภาพออกว่าอะไรอยู่ตรงไหนยังไง เลยค่อนข้างมีอารมณ์ร่วมไปด้วย

    การกราดยิงครั้งนี้แตกต่างไปจากการกราดยิงครั้งอื่นๆ ในอเมริกามาก เพราะที่แล้วๆ มา ผู้ก่อเหตุจะก่อเหตุในระดับพื้นดิน เช่น ยืนยิงอยู่ในห้าง ห้องสัมมนา หรือจัตุรัสที่มีคนอยู่เยอะๆ

    แต่เคสนี้ ผู้ก่อเหตุอยู่บนตึก แล้วยิงลงมายังลานคอนเสิร์ตที่อยู่คนละฝั่งถนน ซึ่งห่างออกไปไกลพอสมควร ตามแผนที่ตัวอย่างที่ LA Times ทำไว้ให้ดู

    ตามข่าวบอกว่า ผู้ก่อเหตุมีปืนถึง 16 กระบอกอยู่ในห้อง (หนึ่งในนั้นคือปืนกลอัตโนมัติที่ยิงได้รัวๆ) และมีอุปกรณ์ตัวช่วยอื่นๆ เช่น ขาตั้ง และกล้องส่อง สำหรับช่วยยิงระยะไกลให้แม่นขึ้นด้วย เรียกว่าเตรียมตัวมาอย่างดี ส่วนแรงจูงใจนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร

    สิ่งที่น่ากลัว (และน่าสนใจไปพร้อมกัน) คือคนเดินถนนทั่วไปอย่างเราๆ แทบจะไม่มีโอกาสเอาตัวรอดจากการกราดยิงจากที่สูงแบบนี้ได้เลย บทความใน Slateได้สรุปไว้ดังนี้

    1) ในแง่ของอาวุธ ปืนกลอัตโนมัติสามารถยิงได้ 600 นัดต่อนาที การยิงมั่วๆ ลงมาในพื้นที่คนอยู่เยอะๆ เช่น คอนเสิร์ต ยังไงก็ต้องโดนเข้าจนได้ และพลเรือนที่เดินอยู่บนถนนทั่วไป ย่อมไม่มีอุปกรณ์ป้องกันแบบเดียวกับทหารที่ออกรบ และต้องเจอกับปืนกลลักษณะนี้ จะโดนใครขึ้นกับโชคล้วนๆ

    2) การยิงแบบนี้ไม่สามารถป้องกันได้ล่วงหน้า ปกติแล้วถนนย่านนักท่องเที่ยวในลาสเวกัส มีกล้องวงจรปิดและเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวังอยู่ค่อนข้างหนาแน่น แต่การยิงมาจากบนตึกแบบนี้ ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะมาจากทางไหน (ยกเว้นต้องสกรีนแขกทุกคนก่อนขึ้นตึก)

    3) ปกติแล้วเวลามีเหตุกราดยิง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะ "หยุด"การเคลื่อนไหวของมือปืน เพื่อลดความสูญเสียเฉพาะหน้า โดยการยิงมือปืนนั้นให้ไม่สามารถก่อเหตุต่อได้ (จะตายหรือไม่ก็อีกทอดหนึ่ง) แต่เคสการยิงจากบนตึก เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยบนพื้น แทบจะไร้ความหมาย อาวุธปืนที่มีไม่สามารถยิงสวนกลับไปได้ตามระยะของมัน หรือถ้าเกิดว่ามีปืนสไนเปอร์จริงๆ ก็มีประเด็นว่ายิงแล้วจะไปโดนแขกคนอื่นในห้องใกล้เคียงหรือไม่

    เคสของที่ลาสเวกัสครั้งนี้ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สามารถรู้ได้ว่ายิงมาจากห้องไหน เพราะยิงปืนกลแล้วมีควัน จนเครื่องดักจับควัน (smoke detector) ทำงาน ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพังประตูห้องและจัดการกับมือปืนได้ (เคสนี้มีข่าวว่ามือปืนยิงตัวตายก่อน) ตรงนี้ถือว่าโชคดีมากที่เครื่องดักควันช่วยเอาไว้ ถ้าไม่มีก็คงต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะระบุตำแหน่งห้องที่แน่ชัดได้

    หนทางป้องกันคงต้องเริ่มที่ต้นเหตุคือ จำกัดการเข้าถึงอาวุธปืนในอเมริกา แล้วตามด้วยการตรวจอาวุธก่อนขึ้นตึกสูงทุกแห่ง (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในสังคมถือปืนถูกกฎหมายแบบในอเมริกา)

    ที่น่าห่วงตอนนี้คงเป็นลัทธิเลียนแบบ เคสลาสเวกัสประสบความสำเร็จในการยิงจากตึกสูง ก็ส่งผลให้ตึกสูงทั่วโลกอยู่ในความเสี่ยงทันที คนเดินถนนอย่างเราๆ จะเอาตัวรอดอย่างไร


    0 0
  • 10/11/17--17:13: The Three Horizons of Growth
  • ช่วงหลังอ่านเจอคอนเซปต์เรื่องนี้บ่อย จริงๆ มันไม่ใช่อะไรใหม่หรือพิสดารแหวกแนวมากนัก แต่ก็เป็น framework วิธีคิดที่ค่อนข้างดี เลยมาจดเก็บไว้หน่อย

    การวางแผนยุทธศาสตร์ (strategic planning) มีเรื่องระยะเวลา (time frame) เข้ามาเกี่ยวข้อง ในปัจจุบันเรารู้กันดีว่าการเจาะจงระยะเวลาที่แน่ชัดเป็นเรื่องยากมาก แต่การกำหนดกรอบแบบหยาบๆ เป็น 3 ช่วงคือ ตอนนี้ (Now), อนาคตระยะใกล้ (Near), อนาคตระยะไกล (Far) ก็ช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำได้ง่ายขึ้น

    เคสแรกมาจาก สไลด์ของ Ford Motorที่พูดถึงการปรับยุทธศาสตร์ในปี 2017ว่าซีอีโอจะต้องมอง 3 ระยะเสมอคือ Now, Near, Far

    เคสที่สองมาจาก หนังสือ Hit Refresh ของ Satya Nadellaซีอีโอไมโครซอฟท์ แต่เปลี่ยนวิธีเรียกเป็น Horizon (ขอบฟ้า) แยกเป็น Horizon One, Two, Three สามระยะเหมือนกัน หลักการก็เหมือนกันหมด

    อ่านแล้วเกิดความสงสัยว่าแนวคิดนี้ใครเป็นคนเริ่มคนแรก ก็พบว่ามาจากสำนัก McKinseyโดยมาจากหนังสือ The Alchemy of Growthที่ตีพิมพ์ในปี 1999 เนื้อหามาจากการวิจัยบริษัทต่างๆ แล้วสรุปเป็นประเด็น 3 เส้นขอบฟ้านั่นเอง

    • Horizon One - ปกป้องธุรกิจเดิม (core business) และขยายมันออกไป
    • Horizon Two - พัฒนาธุรกิจใหม่
    • Horizon Three - หว่านเมล็ดพันธุ์เพื่อโอกาสในอนาคต

    ประเด็นสำคัญคือ บริษัทต้องคิด 3 อย่างนี้พร้อมกันตลอดเวลา ส่วนระยะเวลาจะแบ่งกันอย่างไร และจะแบ่งทรัพยากรสำหรับแต่ละ horizon อย่างไรก็คงแล้วแต่บริษัทแล้ว (กรอบคิดลักษณะนี้ พยายามไม่ให้เราจดจ่อกับธุรกิจปัจจุบันหรือ horizon one มากเกินไปจนไม่ได้วางแผนเพื่ออนาคต)