Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


Channel Description:

Just a Blog from Thailand
    0 0

    The Big Short เป็นหนังที่เล่าถึงโลกการเงินในวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐปี 2007-2008 ผ่านสายตาของคน 3 กลุ่มที่ดัน "ตาแหลม"เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐที่เชื่อกันว่าแข็งแกร่งเหลือหลาย (ด้วยกลไกของโลกการเงินที่ชื่อ CDO ซึ่งมีคนอธิบายกันไปเยอะแล้ว คงไม่ขอเล่าซ้ำในที่นี้) กำลังจะล่มสลายในไม่ช้า เลยท้าพนันกับมันผ่านการเล่น "ประกัน" (short) แทงสวนไปว่าตลาดนี้เจ๊งแน่นอน

    การแทงสวนตลาดกระแสหลัก (ตัวละครในเรื่องถึงกับบอกว่า You're betting against The American Economy) ย่อมโดนคนหัวเราะเยาะ (พร้อมกับเจ้ามือซึ่งก็คือธนาคารใหญ่ทั้งหลาย มองหน้าว่า "จะเอาจริงหรือ"แต่ก็รับเงินของเราไปอย่างดี) และแน่นอนว่าในกรณีของกองทุนที่ไม่ใช่เงินตัวเอง ก็ยิ่งต้องแบกรับความกดดันจากลูกค้าเจ้าของเงินทุนว่า "มึงจะเอาเงินกูไปทำแบบนี้ได้อย่างไร!!!"

    แต่สุดท้ายเมื่อตลาดล่มสลายจริงๆ พวกเขาจึงชนะตลาดด้วยเงินมูลค่ามหาศาล (The Big Short ตามชื่อเรื่อง) แต่นั่นก็หมายถึงชัยชนะบนระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย คนตกงาน สูญเสียบ้านช่อง ฯลฯ ซึ่งหลังชัยชนะดังกล่าว ตัวเอกบางคนก็แทบจะรามือจากวงการนี้ไปกันเลย เพราะเศร้ากับชัยชนะบนซากปรักหักพังของชีวิตผู้คน

    นักแสดงนำในเรื่องมีน่าสนใจหลายคน แต่ที่โดดเด่นที่สุดย่อมเป็น Steve Carell ผู้รับบทเป็น Mark Baum ผู้จัดการกองทุนฝีปากจัด แต่ไม่ชอบความยุติธรรมและความฉ้อโกงของระบบ ส่วนที่ขโมยซีนไม่แพ้กันคือแบทแมน Christian Bale รับบทเป็น Mike Burry แพทย์นิสัยแปลก เข้ากับคนไม่ค่อยได้ ที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการกองทุนแบบเนิร์ดๆ นั่งดูตัวเลขในห้องทำงานของตัวเองแบบข้ามวันข้ามคืน และสามารถเอาชนะระบบได้

    ส่วนดาราใหญ่อย่าง Brad Pitt เล่นบทรองเป็น Ben Rickert อดีตนักการเงินเกษียณแล้ว ที่สวมเป็นบทอาจารย์ให้กับนักลงทุนรุ่นหลัง (ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของหนังอยู่นิดนึง เพราะดูยังไงมันก็ Brad Pitt ชัดๆ ไม่ใช่ Ben ทำให้บทไม่ค่อยเนียนนัก เอาดาราคนอื่นมาเล่นน่าจะ convincing กว่า แต่อย่างว่า หนังของแก โปรดิวซ์เองเล่นเอง)

    เนื่องจากคอนเซ็ปต์เรื่องการเงิน โดยเฉพาะ CDO/CDS เป็นเรื่องยากและซับซ้อนมาก (ตอนวิกฤตเศรษฐกิจ ผมก็อ่านอยู่นานกว่าจะเข้าใจ) อุปสรรคสำคัญของหนังจึงเป็นการเอาชนะความซับซ้อนตรงนี้ ถ่ายทอดให้คนเข้าใจมันได้ง่ายๆ ซึ่งหนังก็มีกลเม็ดหลายอย่างในการอธิบาย เช่น ตัดเอาคนดังๆ ในโลกความเป็นจริง (ดาราอย่าง Margot Robbie หรือ Selena Gomez มาช่วยอธิบาย) การอธิบายบางจุดเปรียบเทียบได้ดีมาก เช่น ฉากที่ Ryan Gosling ในบทของพนักงานธนาคาร พยายามขายผลิตภัณฑ์ CDS ของ CDO ด้วยการเอาจิ๊กซอไม้ต่อกันให้ดู หรือ ฉากของ Selena Gomez ที่อธิบายเรื่องการพนันต่อๆ กันไปเป็นชั้นๆ

    อย่างไรก็ตาม ตัวคอนเซ็ปต์มันซับซ้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับหนังพยายามเล่าเรื่องให้เท่ๆ โดยไม่อธิบายการกระทำของตัวละครแบบโจ่งแจ้งมากนัก (คนดูต้องคิดเองได้) เมื่อบวกกับการตัดต่อที่รวดเร็ว กระชับ ตัดฉับๆ ทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะมีคนงงอยู่ดี และเยอะด้วย (ขนาดผมรู้เรื่องอยู่แล้ว ยังเกือบหลุดๆ ตอนตลาดสินเชื่อบ้านพังแต่ราคา CDO ไม่ตก)

    ในหนังมีฉากน่าสนใจหลายฉาก เช่น ฉากที่ Mark Baum คุยกับสาวนักเต้นรูดเสา, ฉากที่ Ben Rickert สอนเด็กๆ ว่าคุณกำลังชนะบนความฉิบหายของชาวบ้าน, ฉากที่สองเด็กแอบเข้าไปในออฟฟิศของบริษัทการเงินใหญ่ในวันที่ล่มสลาย

    ฉากที่ผมชอบคือทีมของ Mark Baum ลงพื้นที่ตรวจสอบอสังหาริมทรัพย์ในไมอามี เพื่อดูว่าแท้จริงแล้วตลาดอสังหาเป็นอย่างไร (ซึ่งพวกเขาก็พบว่ามีปัญหาจริงๆ คนหนีผ่อนบ้านกันเต็ม) สาเหตุที่ชอบก็คือคนที่ลงมือทำงานจริงๆ ลงไปดูสภาพ on the ground แบบนี้เท่านั้นจะหาช่องโหว่ของระบบพบเจอ ซึ่งกลับกันกับบรรดานักการเงินหรือบริษัทเครดิตเรตติ้ง ที่พิจารณาทุกอย่างบนหน้ากระดาษ และทำกันไปแบบสั่วๆ ตามที่ช่องว่างของระบบเอื้อให้กระทำ

    Keyword: 

    0 0
  • 02/08/16--00:00: S Note for PC
  • หลังจากใช้ Galaxy Note มาสองรุ่นติดกัน (Note 3 กับ Note 5) พฤติกรรมส่วนตัวที่เปลี่ยนไปมากคือเลิกพกสมุดจดทุกประเภท แล้วมาจดงานบนแอพ S Note แทน ด้วยเหตุผลว่าสะดวกกว่ามาก เพราะเป็นคนไม่ชอบถือกระเป๋า (เคยพกสมุดอยู่พักหนึ่งแล้วก็พบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้จด เพราะไม่ได้ถือติดตัวตลอดเวลา)

    ข้อจำกัดที่พบของแอพ S Note คือระบบ handwriting recognition ภาษาไทยยังแย่อยู่ (แต่ภาษาอังกฤษดีนะ) ซึ่งทางออกของผมก็คือจดทุกอย่างเป็นรูปแทน ถือว่าจดเอาไว้ remind ดูว่าเคยบันทึกอะไรเอาไว้ ไม่จำเป็นต้องแปลงเป็น text อัตโนมัติก็ได้

    ชีวิตปกติสุขอยู่นาน จนกระทั่งวันนี้เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือชั่วคราว (ทดลองใช้งานจริงเพื่อรีวิวอุปกรณ์) ปัญหาคือต้องใช้ข้อมูลที่เคยจดโน้ตไว้ ซึ่งอยู่ในโทรศัพท์ที่วางไว้ที่บ้าน

    ก่อนหน้านี้ ซัมซุงเคยให้สิทธิ Evernote Premium ซิงค์โน้ตจาก S Note มาลง Evernote ฟรี แต่พอมันหมดอายุก็เลยไม่ได้ต่อ เพราะไม่เห็นความจำเป็นมากนัก (Evernote ก็ห่วยลงเยอะในแง่เสถียรภาพของแอพ) ตอนหลังผมเลยเปลี่ยนมาซิงก์ลง Samsung Account แทน

    พูดง่ายๆ คือสถานการณ์ทำให้ต้องการใช้โน้ตที่เก็บอยู่บน Samsung Account แต่ไม่รู้จะเข้าถึงได้อย่างไร เพราะซัมซุงไม่มีอินเทอร์เฟซบนหน้าเว็บให้ใช้งาน

    ลองค้นดูเลยได้ความรู้ใหม่ว่า S Note มีเวอร์ชันบนวินโดวส์กับเขาด้วย!!! สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งบนพีซีได้ตามปกติ ขนาดไฟล์ 114MB ติดตั้งเสร็จรอซิงก์ข้อมูลสักระยะ ทุกอย่างก็เรียบร้อย

    แอพทำออกมาไม่ค่อยดีเท่าไร ช้าและกระตุก (มันวาดรูปได้ด้วยนะ) แต่เราต้องการแค่เอาข้อมูลออกมาเท่านั้น แค่นี้ก็เหลือเฟือครับ

    ป.ล. เห็นซัมซุงมี S Note for Windows Storeด้วยแต่โหลดไม่ได้ รวมถึงมี S Note Viewer บน Androidแต่จำกัดเฉพาะอุปกรณ์ซัมซุงเท่านั้น (ไม่ใช่ตระกูล Note ก็โหลดได้ แต่ต้องเป็นซัมซุง)

    Keyword: 

    0 0

    ยุคสมัยที่ HTTPS กำลังมาแทน HTTP กระบวนการเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก หลังจากเปิดใช้ HTTPS กับเว็บไซต์ของท่านแล้ว กรณีที่ใช้ CMS อยู่แล้วก็ควรสั่ง 301 redirect (move permanently) เพื่อให้ทราฟฟิกจากลิงก์ที่เป็น HTTP วิ่งไปเข้า HTTPS แทน

    แต่เนื่องจากการเขียนสูตรใน .htaccess มีได้หลายท่า และหลายเว็บในอินเทอร์เน็ตก็ใช้ไม่เหมือนกัน จากที่ลองมาหลายสูตรแล้วก็พบว่าท่านี้ดีที่สุดครับ

    <IfModule mod_rewrite.c>
        RewriteEngine On
        RewriteCond %{HTTPS} !=on
        RewriteRule ^/?(.*) https://%{SERVER_NAME}/$1 [R,L]
    </IfModule>

    โค้ดบางตัวที่ค้นเจอใช้วิธีดักสตริง http หรือ https แต่โค้ดข้างต้นดักที่ตัวโพรโทคอล https จากตัวแปร %{HTTPS} เลย (ในโค้ดคือตรวจว่าถ้าไม่ใช่ HTTPS ให้เขียน URL ใหม่) จากนั้นเปลี่ยนหัว URL เป็น https:// แล้วตามด้วยโดเมนแนมซึ่งตัดมาจากตัวแปร %{SERVER_NAME} อยู่แล้ว ก่อนปิดด้วยพาธในก้อน $1 (พารามีเตอร์ตัวแรก)

    โค้ดถือว่าค่อนข้างสวยเพราะไม่มีอะไร hard code ลงไปเลย (ใช้ตัวแปรทั้งหมด) การใช้งานสามารถก็อปไปใช้ได้ทั้งยวง ไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย

    กรณีที่ใช้ระบบแคช HTTPS เข้าช่วย (เช่น W3 Total Cache เปิดโหมด HTTPS) ต้องใส่โค้ดข้างต้นไว้ใน .htaccess ก่อนส่วนของ W3 Total Cache ด้วยนะครับ ไม่งั้นจะโดนมันจับ reconfig ใหม่

    Keyword: 

    0 0

    เคยเขียน Extension ให้ Firefox อยู่ตัวนึงคือ Tabs From Other Devices Buttonเพื่อแก้ปัญหาความห่วยของ Mozilla (ช่วงหลังห่วยลงเรื่อยๆ อย่างจับต้องได้) ที่ไม่ยอมสร้าง UI ในการเข้าถึงฟีเจอร์สำคัญอย่าง รายการแท็บที่ซิงก์มาจากเครื่องอื่น ได้ง่ายอย่างที่ควรจะเป็น

    Extension ตัวนี้ทำในปี 2014 เวลาผ่านมาสองปี ตอนนี้ Firefox 45แก้ปัญหานี้สักที โดยมีปุ่ม Synced Tabs โผล่เข้ามาให้เลือกแล้ว (ปุ่มหน้าตาเหมือนกันเลย)

    ข้อดีที่เหนือกว่า Extension ของผมคือกดแล้วมีเมนูรายชื่อแท็บขึ้นมาให้เลย (ของผมกดแล้วเข้าหน้า Tab ที่แสดงรายการแท็บอีกที)

    สรุปว่าปิดจ็อบ เจ้าทำหน้าที่ของเจ้ามาสองปีแล้ว ได้เวลาปลดระวาง


    0 0
  • 03/18/16--08:36: My Top Tweets
  • นานทีปีหนจะมี Twitter ที่คน retweet เยอะเป็นพัน มาจดไว้ก่อน โอกาสหน้าเวลาต้องใช้จะได้หาง่ายๆ

    แชมป์เก่า ตกอันดับไปแล้ว

    Keyword: 

    0 0
  • 05/05/16--07:54: My Surface 3
  • Surface 3

    เรื่องมีอยู่ว่า ThinkPad X250ที่ซื้อมาในปีที่แล้ว ไม่ค่อยเสถียรเท่าไรนัก (แรกๆ ไม่ค่อยเป็นแต่ช่วงหลังเป็นถี่ขึ้น) อาการคือ power management เรื่องการ sleep/wakeup ค่อนข้างมีปัญหา บางครั้งจะ sleep ช้าหรือไม่ก็หลับไม่ลง แถมบางครั้งที่เครื่องได้รับแรงกดจากภายนอก (เช่น ยกเอียงๆ) ก็จะจอฟ้าไปเลย

    พยายาม debug มานานแต่ปัญหาเกิดแบบสุ่มมาก ไม่สามารถหาสาเหตุได้ เข้าใจว่าน่าจะเป็น hardware fault แต่ที่ผ่านมาก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอรับได้ ถ้าเครื่องปิดไม่ลงก็ force reboot ได้ไม่ยากอะไร เพราะ SSD มันบูตเร็ว + แอพเดี๋ยวนี้มันก็ autosave งานเกือบหมดแล้ว ปัญหาคงมีแค่ความรำคาญนิดหน่อยเท่านั้น (ช่วงที่มันดี มันจะไม่เป็นอะไรเลย perfect มาก)

    แต่ความอดทนสิ้นสุดลง เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปสิงคโปร์ งาน Amazon Web Servicesนั่งฟัง keynote ไปพิมพ์ไปแล้วจอฟ้าขึ้นมากลางห้อง แถมรีบูตไม่ขึ้น (อาการคือไฟคีย์บอร์ดกะพริบ ต้อง force shutdown ด้วยการเอาเข็มจิ้มที่รูใต้เครื่อง) พักเครื่องไว้สักพัก บูตกลับมาได้ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอยกเข้าไปสัมภาษณ์ CTO ใหญ่ของ Amazon เปิดเครื่องขึ้นมาก็จอฟ้าอีก แบบนี้คงไม่ไหวแล้ว เสียการเสียงานแบบ mission critical

    พอกลับมาเมืองไทยก็นึกอยู่ว่าซื้ออะไรมาใช้แทนดี แนวทางก็มีทั้งซื้อโน้ตบุ๊กใหม่แบบบางเบา (คงไม่เอา Lenovo แล้วเพราะไม่ค่อยประทับใจคุณภาพในช่วงหลัง) ตัวเลือกในใจก็อย่างเช่น Dell XPS หรือไม่ก็กลับไป MacBook Air (MacBook ตัวบาง พอร์ตมันน้อยเกินทน) หรือไม่ก็ไปสายไฮบริด ซึ่งผมก็อยากได้ Surface Book มากแต่ไม่มีขาย + แพง ตัวเลือกอื่นที่มีคือ Surface Pro 4 หรือไม่ก็ Surface 3 ซึ่งตัวหลังออกมาได้ปีนึงแล้ว ตกรุ่นไปหน่อย แถมคีย์บอร์ดราคาแพงเลยคิดไม่ตก

    ปรากฏว่าเปิดมาเจอโปรโมชั่น Surface 3 และ Surface Pro 3 ลดราคาพอดี เลยตัดสินใจง่ายขึ้นมาก เลือก Surface 3 ด้วยเหตุผลเรื่องราคาและความร้อน แถมไปถึงร้าน (IT City) ยังมีโปรลดราคา Dock อีก 50% เลยจัดมายกชุด

    • Surface 3แบบแรม 4GB/SSD 128GB ราคา 22,400 บาท (จริงๆ มีรุ่น 2GB/64GB ที่ถูกลงอีก แต่แรม 2GB เดี๋ยวนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้ว)
    • Type Keyboard ของ Surface 3ราคา 4,590 บาท โปรโมชั่นเปลี่ยนเป็นแถมฟรี
    • Docking Station ของ Surface 3ราคาเต็ม 6,490 บาท ลด 50% เหลือ 3,245 บาท
    • ปากกา Surface Pen ของ Surface Pro 4 (ใช้ด้วยกันได้) อันนี้ไม่มีโปร ซื้อราคาเต็ม 2,390 บาท

    รวมราคายกชุด 28,035 บาท ก็ถือว่าคุ้มค่าในราคาจับต้องได้ (จริงๆ Keyboard มันควรแถมมาตั้งแต่แรกนะ)

    ชีวิตการทำงานของสัปดาห์นี้จึงออกมาหน้าตาแบบนี้ สิ่งที่ดีขึ้นมากคือเรื่องน้ำหนัก เบาหวิว นี่สิคือ mobility ของจริง ส่วนสิ่งที่ต้องแลกมาคือประสิทธิภาพที่ตกลงจากปกติไปพอสมควร (Atom + SSD ช้าๆ มาเจอเว็บหนักๆ แบบ Gmail นี่แทบร่วง)

    Surface 3

    ชื่อเครื่องตั้งว่า Roland


    0 0
  • 06/11/16--08:53: Deadpool
  • Deadpool หนังซูเปอร์ฮีโร่สาย Marvel เรื่องล่าสุดที่เน้นจุดขายเรื่องความกวนตีน หนังโปรโมทแรงดีมาก (หลอกว่าเป็น "หนังรักโรแมนติกช่วงวาเลนไทน์") มีโอกาสได้ดูบนเครื่องบิน จดไว้สักหน่อย

    • เนื่องจากดูบนเครื่องบินไม่มีซับ แถม Deadpool พูดเร็วๆ รัวๆ ศัพท์แสลงมากมาย เลยฟังไม่ทันไม่เก็ตมุขเสียดสีในหลายจุด
    • สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องคือแอ๊คชั่นที่ลื่นไหล และมีมุมหรือท่าแปลกๆ ต่างจากหนังฮีโร่ทั่วไป สิ่งที่ดีรองลงมาคือนางเอก (ไปค้นมาแล้วเป็นคนบราซิล)
    • ปมของเรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่ และคิดว่าหนังเสียเวลากับการย้อนอดีตของ Deadpool มากไป น่าจะมีช่วง Deadpoll ฝึกวิชา-ฝึกฝีมือสักหน่อย
    • คาแรกเตอร์ของตัวร้าย Ajax ไม่ค่อยน่าจดจำ ทั้งคาแรกเตอร์ ความสามารถ และชุด (ตัว Angel Dust ยังน่าสนใจกว่า)
    • ยังไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการเลือกตัวจาก X-Men มาร่วมในหนังเท่าไร มีความรู้สึกว่าถ้าเลือกตัวได้น่าสนใจกว่านี้ มันจะสนุกกว่านี้ ทั้ง Colossus ที่กระจอกผิดคาด และ Negasonic ที่ไม่ต้องใส่เข้ามาก็ยังได้

    สรุปว่าดีประมาณนึง แต่รู้สึกว่ามันยังไม่สุด และมันน่าจะทำได้ดีกว่านี้อีกมาก

    Keyword: 

    0 0

    ข้อดีของ WordPress คือ ecosystem ของปลั๊กอินที่มีขนาดใหญ่มาก อยากได้อะไรมักมีคนทำปลั๊กอินไว้ให้แล้ว ถ้าไม่ใช่ท่าแปลกๆ จนเกินไปก็แทบไม่ต้องทำเองเลย

    ล่าสุดมี requirement ว่าไม่ต้องการแสดงเนื้อหาจากบางหมวดลงใน feed ของเว็บไซต์ จริงๆ ทางออกไม่ยากก็คือเพิ่ม hook ดักเข้าไว้ตอน functions.php แต่เนื่องจากไม่ต้องการ maintain custom code เลยเลือกใช้ปลั๊กอินแทนดีกว่า

    ปลั๊กอินที่พบคือ RSS Filterใช้ง่าย ตรงกับความต้องการ กรอกแค่เบอร์ ID ของ category/tag/user ที่ไม่อยากให้แสดงบน feed ก็เสร็จแล้ว

    แต่ถ้าอยากปรับแต่งส่วนอื่นๆ ของเว็บไซต์ (เช่น หน้าเว็บ) นอกเหนือจาก feed ด้วย ก็สามารถใช้ Simply Excludeที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอีก

    Keyword: 

    0 0

    Beck ของ Harold Sakuishi ถือเป็นการ์ตูนแนว coming of age ที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง และถือว่าเป็นการ์ตูนที่อ่านซ้ำได้เรื่อยๆ เพราะถึงแม้รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แต่เมื่อหยิบมาอ่านแล้วรู้สึกมีไฟ มีพลังในการมุ่งหน้าเดินตามความฝันต่อไป

    ถ้ามีโอกาสแนะนำการ์ตูนให้วัยรุ่นประมาณ ม.ปลาย - มหาวิทยาลัยอ่าน หนึ่งในลิสต์ย่อมต้องมี Beck อย่างแน่นอน

    หลังจาก Beck อวสาน ก็ไม่ได้ติดตามอะไรอีก จนเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมารู้ว่า Harold Sakuishi มีผลงานเรื่องใหม่ตั้งแต่ปี 2012 ชื่อว่า Rin (คือมารู้ว่ามี ตอนที่ Rin อวกาสแล้วด้วย ตกข่าวไปหลายปี) เลยลองไปหามาอ่านดู

    Rin เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "นักเขียนการ์ตูน"โดยตัวเอก Fushimi เป็นเด็กนักเรียน ม.ปลาย ในนาโงย่า เขาเป็นเด็กที่ไร้ตัวตนในห้อง ไม่มีอะไรโดดเด่น ยกเว้นเขามีความฝันว่าจะโตขึ้นเป็น "นักเขียนการ์ตูน"มืออาชีพให้จงได้

    พล็อตหลักของเรื่องในแง่ความเป็นนักเขียนการ์ตูน แทบไม่ต่างอะไรจากเรื่อง Bakuman (เพียงแต่มาจากคนละค่ายกัน) เราได้เห็นกระบวนการเบื้องหลังของอาชีพ "นักเขียนการ์ตูน"ตั้งแต่นักเขียนหน้าใหม่เขียนเรื่องสั้นส่งเข้าประกวด จากนั้นเข้าไปฝึกเป็นผู้ช่วยของนักเขียนการ์ตูนดัง ได้มีเรื่องของตัวเองลงตีพิมพ์ และเข้าสู่ระบบเรตติ้งผลโหวตจากแฟนๆ นิตยสาร ฯลฯ

    ในแง่การเดินเรื่อง แพทเทิร์นก็คล้ายกับ Beck มาก แค่เปลี่ยนจากดนตรีเป็นการ์ตูนเท่านั้นเอง ตัวเอกก็มีหน้าตาและคาแรกเตอร์แทบไม่ต่างกับ Koyuki พระเอกของ Beck สักเท่าไรนัก

    เพียงแต่จุดต่างของ Rin อยู่ที่ว่า มันมีเรื่อง "ผี"เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย o_O

    ชีวิตวัยรุ่นเรียบง่ายของ Fushimi ต้องถึงจุดพลิกผัน เมื่อเขาได้พบกับ Rin เด็กสาวรุ่นเดียวกันที่หน้าตาสวยระดับเป็นไอดอลได้ แต่จริงๆ แล้วเธอมีความสามารถ "พิเศษ"ที่สามารถรับฟังเสียงวิญญาณได้

    Rin จึงมีความแปลกใหม่ชนิดไม่น่าจะมีใครเหมือน เพราะเอาเรื่องชีวิตนักเขียนการ์ตูน กับลึกลับทริลเลอร์มาผูกไว้ด้วยกันแบบงงๆ นั่นเอง

    บทวิจารณ์ [spoil]

    ช่วง 1/3 แรกของเรื่องนั้นสนุกมาก เพราะผู้อ่านจะค่อยๆ เรียนรู้โลกวัยรุ่นของ Fushimi ที่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน และใช้การ์ตูนสร้างการยอมรับจากเพื่อนในโรงเรียนได้ สลับกับปริศนาลึกลับที่อยู่รอบตัวของ Rin และความฝันของ Fushimi ที่สอดแทรกเข้ามาเป็นระยะ

    แต่ช่วงกลางเรื่อง Rin กลับหลุดไปเป็นแนวจิตวิญญาณแทบทั้งหมด เมื่อตัวละครหลักบุกไปยังเกาะลึกลับในจังหวัดของ Rin แล้วต้องไปเคลียร์ปัญหาเรื่องพิธีกรรมโบราณของคนท้องถิ่นมากมาย จนรู้สึกว่าออกทะเลมากเกินไปหน่อย (ซึ่งก็ออกทะเลจริงๆ เพราะอยู่บนเกาะ)

    อย่างไรก็ตาม ช่วง 1/3 ส่วนสุดท้าย เรื่องก็กลับมาสนุก เพราะกลับไปเป็นเรื่องการเขียนการ์ตูนเหมือนเดิม โดยพระเอกสามารถเข้ามาเป็นนักเขียนอาชีพได้ และคลี่คลายปริศนาในส่วนที่เหลือได้จนจบ

    จุดที่น่าสนใจคือ Rin สร้างตัวละครสมมติเป็น "ปูชนียบุคคล"ของวงการการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อว่า Sawamura ซึ่งเป็นตัวละครสมมติ แต่คนอ่านส่วนใหญ่ก็น่าจะรู้ว่าถอดแบบมาจาก Tetsuka Osamu มาแบบเต็มๆ (ที่ตลกคืออาจารย์ Sawamura มีการ์ตูนเกี่ยวกับเชฟนอกกฎหมาย ที่ทำอาหารอร่อยแต่ราคาแพงระยับให้คนกิน ซึ่งล้อเลียนจาก Black Jack มา) จากนั้นก็ผูกเรื่องเข้าไปว่า Sawamura ทิ้งปริศนาเอาไว้ก่อนตาย และรอพระเอกกับคู่แข่งอีกคนคือ Taki เข้ามาสานต่อตำนานอันนั้น

    จุดด้อยของ Rin คงเป็นเรื่องพล็อตที่ซับซ้อน และพยายามผูกเอาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเข้ามากับการเขียนการ์ตูน เนื้อเรื่องบางจุดเลยดูฝืนๆ และเมื่อบวกกับการใส่พล็อตรองเข้าไปหลายอัน (เช่น รักสามเส้าของพระเอก การแข่งขันกับคู่แข่ง พี่สาวของพระเอกที่มีปัญหาชีวิต) มันเลยดูมึนๆ ไม่ค่อยลงตัวนัก

    ในส่วนของพล็อตฝั่งของการเขียนการ์ตูน Rin ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดเท่ากับ Bakuman (เพราะต้องแบ่งการเดินเรื่องบางส่วนไปแก้ปริศนาเรื่องจิตวิญญาณด้วย) ซึ่งคนที่อ่าน Bakuman มาแล้วก็คงไม่มีปัญหาเพราะรายละเอียดของวงการนี้มันก็ซ้ำๆ กัน แต่จุดที่ผมชอบคือการ์ตูนสมมติใน Bakuman มีโชว์เฉพาะหน้าปก คาแรกเตอร์ และเนื้อหาบางส่วนเท่านั้น แต่ใน Rin นั้นหยิบเอาการ์ตูนสมมติในเรื่องมาลงให้ดูเยอะกว่ากันมาก (ดูแล้วอิ่มเอิบหายคาใจว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร) แถมการ์ตูนที่ Fushimi เขียนก็น่าสนใจทุกเรื่องเลย (โดยเฉพาะ Re:member ที่เป็นเรื่องหลัก) เราก็ได้แต่หวังว่า อาจารย์ Harold จะหยิบสักเรื่องมาเขียนต่อแบบจริงจัง

    โดยสรุปแล้ว ต้องบอกว่า Rin มีความเป็นผู้ใหญ่กว่า ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่า Beck แต่ก็ขาดความร้อนแรงแบบวัยรุ่นใน Beck ไป เมื่อบวกกับพล็อตบางจุดที่ดูฝืนๆ ไปหน่อย เลยคิดว่ายังให้ Rin เป็นรอง Beck ในภาพรวมทั้งหมด (แต่ก็ยังสนุกอยู่ดี ใครที่อ่านและเป็นแฟน Beck ก็แนะนำว่าควรอ่าน Rin)

    Keyword: 

    0 0

    เข้าโหมดเขียนบล็อกเดือนละ 1 ตอน หนังสือเล่มนี้อ่านจบมาได้สักพักแล้ว ไม่รู้จะไปเขียนลงที่ไหนดี เอาที่นี่ล่ะกัน

    ยุคมืดของประวัติศาสตร์ไทย: หลังบายน พุทธเถรวาท การเข้ามาของคนไทเป็นหนังสือรวมบทความเชิงวิชาการจากนักวิชาการประวัติศาสตร์หลายคน โดยมี อ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการ

    หนังสือเล่มนี้จับเอาช่วงเวลาประมาณ 150 ปี พ.ศ. 1760-1900 ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างปลายยุคขอม (นครวัด-นครธม) ก่อนเข้าสู่อาณาจักรของคนไทในพื้นที่ของประเทศไทยปัจจุบัน (พวกสุโขทัย/ล้านนา, ส่วนกรุงศรีอยุธยา ตั้งปี พ.ศ. 1893) ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้นกันแน่

    ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ถูกเรียกว่าเป็น "ยุคมืด" (Dark Age) เพราะเรารู้เพียงเลาๆ ว่าอาณาจักรขอมล่มสลายลงไปด้วยเหตุผลบางอย่าง (หรือหลายอย่าง) จากนั้นอาณาจักรของคนไทที่นับถือพุทธเถรวาทก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา แต่แทบหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นหลักฐานโดยตรง (พวกจารึกหรือสิ่งปลูกสร้างอะไรต่างๆ) ไม่ได้เลย ทุกอย่างมืดบอดไปหมด

    การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น จึงต้องอาศัยหลักฐานทางอ้อม เช่น บันทึกของทูตจีนสมัยปลายราชวงศ์ซ้องที่โล้สำเภามา หรือจารึกในศรีลังกาที่พูดถึงอาณาจักรในละแวกนี้ รวมถึงการตีความ "ความคล้าย"ของซากสิ่งปลูกสร้างบางอย่างที่ยังเหลืออยู่น้อยนิด ว่ามันผิดแผกไปจากยุคก่อนหน้าอย่างไรบ้าง

    มีนักวิชาการหลายคนพยายามสร้างทฤษฎีมาอธิบายเหตุการณ์ช่วง dark age นี้ ซึ่งก็มีตั้งแต่โอเวอร์ไปเลยอย่าง ไมเคิล ไรท์ "ฝรั่งมองไทย"ที่เสนอว่าช่วงปลายของขอม เกิด "มหาสงครามศาสนา"ระหว่างฮินดูกับพุทธ โดยชาวไทพุทธที่เป็นรัฐเกิดใหม่ พยายามล้มล้างชาวขอมฮินดูที่เป็นเจ้าอาณาจักรเดิมลง และเมื่อได้ชัยชนะแล้ว ชาวไทพุทธอยากลืมประวัติศาสตร์อันโหดร้ายช่วงนี้ไป จึงพยายามทำลายหลักฐานต่างๆ ไม่ให้เหมือนเคยมีอะไรเกิดขึ้น (ยังกะวันพีซ) ให้กรุงศรีอยุธยาดูเหมือนว่ากำเนิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า

    แน่นอนว่าข้อเสนอแบบนี้อาจเป็นการตีความที่ดู dramatic เกินไปสักหน่อย ซึ่งในเล่มก็มีบทความของนักวิชาการท่านอื่นๆ มาหักล้างทฤษฎีนี้ในบางประเด็น อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของหลักฐานชั้นต้นที่แทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ทุกคนจึงได้แต่เดาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

    หลักฐานที่สมบูรณ์ที่สุดน่าจะเป็นบันทึกของทูตจีนที่เคยเดินทางมายังดินแดนแถบนี้ อย่างไรก็ตาม ชื่อเมืองต่างๆ ที่อยู่ในบันทึกถูกแปลงเป็นชื่อภาษาจีน (เช่น หลอหู = ละโว้) และบางเมืองถูกแปลงจนไม่รู้ว่าคือเมืองอะไรกันแน่

    ในจารึกของขอมที่ปราสาทพระขรรค์ ในเมืองพระนคร (อังกอร์) ก็มีฉันท์บทหนึ่งที่พูดถึงชื่อเมืองขึ้น 23 เมือง (ในภาษาขอม เช่น สุวรรณปุระ = สุพรรณบุรี, ชยราชปุรี = ราชบุรี) แต่บางเมืองก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าคือเมืองอะไร

    ที่สนุกคือสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างเมืองนครธม เมืองหลวงแห่งสุดท้ายของขอม (สร้างหลังนครวัด) ได้สร้างรูปปั้น "พระโพธิสัตว์"ขึ้นมาเพื่อกระจายไปยังหัวเมืองเหล่านี้ และบางองค์ยังหลงเหลือมาอยู่จนถึงปัจจุบัน จึงมีความพยายามจะ map ชื่อเมืองเหล่านี้กับเมืองในยุคปัจจุบัน โดยใช้เทคนิคหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายดาวเทียมเข้าช่วย

    Thailand Ancient Civilization

    กล่าวโดยสรุปแล้ว หนังสือเล่มนี้สนุกมาก ถึงแม้จะไม่ได้คำตอบอยู่ดีว่ายุคมืดของประวัติศาสตร์ไทยช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้น (เพราะคงไม่มีใครรู้) แต่ก็ช่วยให้เราได้เห็นคำถาม ประเด็น และโจทย์ที่นักประวัติศาสตร์ตั้งเอาไว้ รวมถึงความพยายามที่จะอธิบายประวัติศาสตร์จากการตีความของแต่ละคนด้วย

    ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้คือเป็นบทความกึ่งวิชาการ วิธีการเล่าเรื่องก็อาจจะแห้งๆ ไปหน่อย และน่าเบื่อสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย อีกทั้งควรมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ขอมมาบ้างพอสังเขป จึงจะอ่านสนุกขึ้น

    ราคาเล่มละ 280 บาท, สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม/มติชน, ISBN 9789740214946

    Keyword: