Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


Channel Description:

Just a Blog from Thailand
    0 0

    ภาคแรกของหนังซีรีส์ใหม่ในจักรวาล Harry Potter ที่ J.K. Rowling มาร่วมเขียนบทด้วย และเห็นว่าจะมีถึง 5 ภาคด้วยกัน

    เนื้อเรื่องเกิดก่อนสมัยของ Harry Potter นานหลายสิบปี อิงจากหนังสือเล่มเล็กชื่อเดียวกัน ที่เป็นสารานุกรมสัตว์มหัศจรรย์ แล้วนำเรื่องของผู้เขียน Newt Scamander มาแต่งว่าผ่านการผจญภัยอย่างไร

    Newt Scamander เป็นพ่อมดจากฮอกวอตต์ แต่ข้ามทะเลมายังอเมริกา โดยมีภารกิจลับเพื่อนำสัตว์ประหลาดมาปล่อยคืนถิ่นในแอริโซนา แต่พอมาขึ้นฝั่งที่นิวยอร์ก ก็มีเหตุให้เข้าไปวุ่นวายกับภาวะวิกฤตของเมืองที่มีสัตว์ประหลาดลึกลับอาละวาด

    เนื้อหาในภาคแรกเป็นแค่ intro เข้าสู่ซีรีส์ของ Fantastic Beasts เท่านั้น เพราะเหตุการณ์ปราบสัตว์ประหลาดในภาคนี้เป็นแค่ incident เล็กๆ ที่เปิดเผยตอนหลังว่าเป็นฝีมือของ Gellert Grindelwald พ่อมดมืดของยุคสมัยนี้ และคู่ปรับร่วมรุ่นของ Dumbledore นั่นเอง ภาคหน้าก็คงกลับไปต่อสู้กันต่อในแผ่นดินแม่อย่างอังกฤษ

    ในแง่ความต่อเนื่องของจักรวาล Harry Potter ถือว่าทำได้น่าสนใจดี (แหงล่ะ J.K. มาเขียนบทเอง) เพราะหนังแสดงให้เห็นสังคมพ่อมดแม่มดฝั่งอเมริกา ที่เราไม่เคยเห็นในหนังสือมาก่อน (แค่คำเรียกคนที่ไม่มีเวทย์มนตร์ก็ต่างกันแล้ว ฝั่งอเมริกาเรียก No-Maj หรือ No Magic ต่างจากอังกฤษเรียก Muggle) และตัวเรื่องก็ดูโอเคในระดับหนึ่ง (ยกเว้นฉากสุดท้าย ลบความทรงจำทั้งเมืองที่ดูโกหกไปหน่อย)

    สิ่งที่ไม่ค่อยอินคือ คาแรกเตอร์ของนักแสดงนำทั้ง 4 คน มันดูแบนๆ ไม่ค่อยมีมิติเอาซะเลย และดูพยายามออกแบบบุคลิกมาให้จืดชืด (Newt ที่เราไม่รู้ว่าเขาคือใครอะไรยังไง นอกจากชอบสัตว์, Tina ที่ดูงงๆ ทั้งเรื่อง) หรือล้นเกิน (Jacob ที่พยายามให้เป็นตัวตลกแบบ comical, Quennie ที่ปั้นให้ดูเป็นเซ็กซ์บอมบ์เกินความจำเป็น) ส่งผลให้ความสัมพันธ์และพัฒนาการของตัวละคร มันดูดร็อปๆ ไปเมื่อเทียบกับตัวละครของภาคหลัก

    ในแง่ของแฟนซีรีส์ ก็ถือว่าดีที่มีคอนเทนต์ใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาให้ติดตาม แต่ก็ได้แค่หวังว่า ภาคหน้ามันจะมีเรื่องราวซับซ้อนน่าสนใจกว่านี้

    Keyword: 

    0 0
  • 04/11/17--23:59: Doctor Strange
  • Doctor Strange หนังอีกเรื่องในจักรวาล Marvel Cinematic Universe (MCU) ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

    Doctor Strange ภาคหนังถือเป็นภาคแรกของตัวละครนี้ การดำเนินเรื่องจึงเป็นเอกเทศไม่ยุ่งกับใคร ไม่เคยดู MCU มาก่อนก็สามารถดูได้อย่างไม่มีปัญหา

    เรื่องเกิดในนิวยอร์ก เมื่อหมอรักษาเส้นประสาทสุดเทพสุดหยิ่ง Stephen Strange ประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นคนป่วยซะเอง เขาจึงหาวิธีรักษาตัวเองที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ จนไปพบสำนักจิตวิญญาณ Kamar-Taj ในเนปาล ที่สอนวิชาถอดจิตออกจากกาย (พูดถึง astral plane หรือมิติวิญญาณ) แต่จริงๆ แล้วเป็นผู้รักษาสมดุลของโลก เพื่อป้องกันวายร้ายจากมิติอื่นมาบุกโลก

    หนังน่าตื่นตาตื่นใจมากตรง CG หมุนเมืองเป็นเหมือนฟันเฟือง อันนี้ถือเป็น art direction ที่แปลกใหม่ดีมาก (เบื้องหลัง) อีกอันที่ทำดีคือพัฒนาการของ Stephen Strange จากหมอผู้เคร่งครึม (ผมดู Imitation Gameมาก่อน บุคลิกของพระเอก Benedict Cumberbatch เหมือนกันเป๊ะ) จนค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นฮีโร่พิทักษ์โลก ผ่านเหตุการณ์และการแต่งตัวไปอย่างช้าๆ เนียนๆ

    อันที่ไม่ชอบคือแรงจูงใจของตัวร้าย Kaecilius ที่เราไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรยังไง มีปมอะไร จู่ๆ ก็บุกมาโจมตีฝ่ายพระเอกอย่างเดียวแบบไม่ค่อยมีเรื่องราวนัก (ลิ่วล้อของตัวร้ายก็ไม่มีอะไรน่าจดจำ) เลยทำให้เรื่องดูอ่อนไปหน่อย

    ตอนจบเรารู้ว่า หินดวงตาที่ใช้ย้อนเวลาได้ เป็นหนึ่งใน Infinity Stone ซึ่งก็จะถูกนำไปขยายความต่อใน Avenger ภาค 3 ที่จะโฟกัสไปที่ปมอันนี้

    Keyword: 

    0 0
  • 04/12/17--08:34: La La Land
  • ได้ยินเสียงร่ำลือมานาน ในที่สุดก็ได้ดูสักที (บนเครื่องบิน)

    • ฉากเต้นเปิดเรื่อง long shot เท่มาก ชอบ เบื้องหลังนี่คิวต้องเป๊ะมาก (ดูคลิปตอนซ้อมเต้นได้ข้างล่าง)
    • หนังถูกออกแบบมาให้ดูย้อนยุค แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ย้อนยุค อย่างร้านกาแฟที่นางเอกทำงานอยู่ ใช้เครื่องคิดเงินของ Square
    • นางเอก Emma Stone เล่นได้โดดเด่นมาก ในขณะที่ Ryan Gosling นี่รู้สึกเฉยๆ ไม่เด่นเท่า
    • เนื่องจากว่าไม่เคยไป L.A. (ยกเว้นทรานสิต) ดูแล้วก็อยากไป L.A. ขึ้นมาทันที เห็นว่าความสำเร็จของ La La Land ทำให้นักท่องเที่ยวไป L.A. กันเยอะขึ้น สถานที่ที่อาจไม่ค่อยดังมาก (เช่น หอดูดาว) ก็ดังขึ้นมาเลย
    • เพลงก็เพราะดีทั้งเรื่อง เผอิญเพิ่งไป New Orleans มาเมื่อปีที่แล้ว เลยเข้าใจว่าทำไมพระเอกถึงอินกับ Jazz มาก มันเป็นอารยธรรมจริงๆ
    • ชอบตอนจบแบบ bittersweet แต่เสียดายว่าช่วงท้ายๆ (ตอนนางเอกออดิชั่นรอบสุดท้าย) มันรวบรัดไปหน่อย ถ้าเล่าให้มีจังหวะกว่านี้ น่าจะดีขึ้นอีก
    • โดยสรุปว่าถือเป็นหนังน่าประทับใจ ที่ original musical สามารถมาได้ไกล (และทำได้ดี) ขนาดนี้
    Keyword: 

    0 0

    จะใช้ทีไรลืมทุกที มาจดไว้ก่อน (เข้าใจว่าใช้กับซัมซุงได้ทุกรุ่น)

    Fastboot / Download Mode / ODIN

    • เข้าโหมด = กด Power Down + Home + Power ค้างตอนบูท
    • ออกจากโหมด = กด Power Up + Power Down + Home + Power ค้าง

    Recovery Mode

    • เข้าโหมด = กด Power Up + Home + Power ค้างตอนบูท

    0 0

    เรื่องมีอยู่ว่า หูจับของหม้อต้มที่ใช้อยู่นั้นเริ่มสึกหรอมาเรื่อยๆ (ตรงที่เป็นพลาสติกสีดำ) และหักในที่สุด เลยมีโจทย์ต้องไปหาว่าจะซื้ออะไหล่ได้ที่ไหนดี

    หม้อที่ใช้เป็นยี่ห้อยอดนิยมอย่าง "หัวม้าลาย" (Zebra Brand) ก็น่าจะหาอะไหล่ได้ไม่ยากนัก แต่ลองไปเดินดูใน Big C กลับไม่เจออะไหล่ขายแยก (มีแต่ขายเป็นหม้อทั้งใบ) ลองเสิร์ชเว็บดู พบว่า Central มีขาย ก็เลยตามไปหาที่เซ็นทรัลลาดพร้าว แผนกเครื่องครัว เป็นอะไหล่ของบริษัทหัวม้าลายทำเอง

    อะไหล่ หม้อ หัวม้าลาย

    ราคาชิ้นละ 81 บาท (ช่วงที่ไปมี midnight sales พอดี ลดได้อีก!)

    อะไหล่ หม้อ หัวม้าลาย

    รายละเอียดด้านหลังแพ็กเกจ ชื่อรุ่นและชื่อบริษัท (เสถียรสแตนเลสสตีล โทร. 027205959) เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่ต้องตามหาข้อมูลนี้ในอนาคต แล้ว google มาเจอบล็อกนี้

    อะไหล่ หม้อ หัวม้าลาย

    วิธีการเปลี่ยนก็ไม่มีอะไรยาก ขันสกรู 2 ตัวก็เรียบร้อยแล้ว (สกรูมีให้ในชุด) ไหนๆ ซื้อทั้งทีก็เปลี่ยนหูจับทั้งสองข้างไปพร้อมกันเลย จะได้อยู่ได้นานๆ ไม่ต้องมาหาใหม่อีกเวลาที่อีกข้างพัง

    อะไหล่ หม้อ หัวม้าลาย

    Keyword: 

    0 0

    เนื่องจากได้คอมพิวเตอร์ใหม่ (Acer V17 Nitro VN7-793G) มานานพอสมควร และอยากติดตั้ง Ubuntu แบบเนทีฟดูบ้าง งานดูเหมือนง่ายเพราะชีวิตนี้ลงลินุกซ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผลคือลงเสร็จเรียบร้อย บูตแล้วยังไงก็เข้าหน้า Windows เหมือนเดิม

    นั่งไล่อาการดูแล้ว พบว่าเกิดจากคอมตัวนี้ค่อนข้างใหม่ เปลี่ยนมาใช้ UEFI แทน BIOS และมีระบบ Secure Boot เพื่อป้องกันการบูตระบบปฏิบัติการอื่นๆ (นอกจาก Windows) ทำให้ไม่ว่าบูตยังไงก็ได้ Windows เสมอ

    ขั้นตอนการแก้ไข แบ่งออกเป็น 3 ขั้นดังนี้

    1. ปิด Secure Boot
    2. ติดตั้ง Linux ตามปกติ
    3. เปิด Secure Boot กลับคืน พร้อมอนุมัติให้โหลด Ubuntu

    ปิด Secure Boot

    อย่างแรกเลยคือให้เราปิด Secure Boot ก่อน วิธีการคือให้รีสตาร์ตเครื่อง กด F2 เข้าหน้า BIOS/UEFI จากนั้นเข้าไปยังแท็บ Security

    ใน BIOS/UEFI ของ Acer ตระกูลนี้ (ยี่ห้อ InsydeH20) มันจะบังคับเราตั้ง Supervisor Password สำหรับป้องกันคนเข้า BIOS ก่อน ไม่งั้นไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย ก็ตั้งรหัสผ่านไปครับ (จำให้ได้ด้วยนะ)

    Acer BIOS UEFI SecureBoot

    จากนั้นสลับมายังแท็บ Boot จะพบว่าเมนูอันแรกสุด Secure Boot สามารถเปลี่ยนค่าได้แล้ว (ถ้าเราไม่ตั้งรหัส มันจะสีเทาๆ แก้อะไรไม่ได้) ให้เรากดเปลี่ยนเป็น Disabled

    Acer BIOS UEFI SecureBoot

    เสร็จแล้วกด F10 เซฟทุกอย่าง แล้วเข้ากระบวนการติดตั้ง Ubuntu ตามปกติ (เสียบ USB drive แล้วกด F12 เข้าหน้า Boot Menu เพื่อบูตจาก USB)

    ติดตั้งเสร็จแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ พอรีสตาร์ตเครื่องอีกครั้ง มันจะเข้า Windows เหมือนเดิม

    ทางแก้คือให้รีสตาร์ตแล้วกด F2 เข้าหน้า BIOS/UEFI อีกครั้ง สิ่งที่ต้องทำคือ

    1. เข้าแท็บ Boot - เปิดค่า Secure Boot กลับมาเป็น Enabled
    2. กลับมายังแท็บ Security - เลือกเมนู Select an UEFI file as trusted for executing

    มันจะเป็นเมนูลึกเข้าไปเรื่อยๆ เริ่มจากฮาร์ดดิสก์ตัวไหน (ของผมคือ HDD1) เลือก EFI, Ubuntu แล้วเลือกไฟล์เป็น shimx64.efi (ในกรณีเปิด Secure Boot) หรือ grubx64.efi (กรณีปิดไม่ใช้งาน Secure Boot) จะเลือกอันไหนขึ้นกับว่าเราตั้งใจจะเปิด Secure Boot หรือเปล่า (ในแง่ความปลอดภัยก็ควรเปิดนะครับ)

    Acer BIOS UEFI SecureBoot

    กลับมายังแท็บ Boot อีกครั้ง จะมีตัวเลือกการบูตชื่อว่า EFI File Boot 0: Ubuntuโผล่ขึ้นมา ให้เรากด F6 ให้มันขึ้นมาอันดับแรก หรืออยู่ก่อน Windows Boot Manager (ดูภาพข้างบนเอานะครับ) เสร็จแล้วกด F10 เซฟให้เรียบร้อย

    รีบูตเครื่องคราวหน้า ควรจะเห็นหน้า Boot Menu ของ Ubuntu (Grub) สีน้ำตาลโผล่ขึ้นมา เป็นอันเสร็จ

    Keyword: 

    0 0

    ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มีเวลา เลยลองเล่น TensorFlow ดู (สำหรับคนที่ไม่รู้จักว่า TensorFlow คืออะไร อ่าน)

    ตอนแรกพยายามติดตั้งบนลินุกซ์ ใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นาน พบว่า TensorFlow นี่เข้มงวดกับเวอร์ชันของซอฟต์แวร์มาก ต้องใช้เวอร์ชันที่ระบุไว้ในเอกสารเท่านั้น เก่าเกินหรือใหม่เกินไปก็ไม่ได้

    สำหรับตอนนี้ (กรกฎาคม 2017) การติดตั้ง TensorFlow 1.2 บนลินุกซ์ ต้องใช้เวอร์ชันซอฟต์แวร์ดังนี้ (อ้างอิง Installing TensorFlow on Ubuntu)

    • Ubuntu 14.04 LTS หรือ 16.04 LTS
    • NVIDIA CUDA Toolkit 8.0
    • NVIDIA cuDNN 5.1 (ตอนนี้มีเวอร์ชัน 6.0 แล้ว ใหม่เกิน ห้ามใช้)
    • Python 2.7 หรือ 3.x

    ทดลองอยู่นานและพบว่าติดตั้งได้ แต่ใช้งานไม่ได้ เนื่องจากใช้ Ubuntu 17.04 ตัวใหม่ล่าสุดในตอนนี้ ซึ่งใหม่เกินไป และ TensorFlow ยังไม่ซัพพอร์ตอย่างเป็นทางการ

    จะลงใหม่ก็ขี้เกียจแล้ว เลยเปลี่ยนมาติดตั้ง TensorFlow บนวินโดวส์แทน พบว่าง่ายกว่าหน่อยด้วย เลยมาบันทึกไว้เผื่อเป็นประโยชน์ (อ้างอิงจาก Installing TensorFlow on Windows)

    การรัน TensorFlow ในตอนนี้ ยังรองรับเฉพาะ GPU ค่าย NVIDIA เท่านั้น (Intel/AMD หมดสิทธิ) แต่ถ้าไม่เน้นประสิทธิภาพอะไรมาก เน้นลองใช้งานเป็นหลัก ก็สามารถรัน TensorFlow บน CPU อย่างเดียวโดยไม่ต้องใช้พลังของ GPU ได้เช่นกัน (แถมลงง่ายกว่าด้วย)

    แต่ไหนเลยเรามี GeForce 1060 ทั้งทีก็อย่าให้เสียของ เน้นท่ายาก (ขึ้นมาอีกหน่อย) เอาแบบรองรับ GPU ด้วยเลยครับ (GPU จะต้องซัพพอร์ต CUDA 3.0 ขึ้นไป ซึ่งถ้าใช้ GPU ค่อนข้างใหม่หน่อย ไม่เก่าเกิน 3-4 ปีก็น่าจะใช้ได้หมด เช็คชื่อรุ่นได้จาก CUDA GPUs)

    กระบวนการติดตั้ง TensorFlow บนวินโดวส์ เราต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์มาลงหลายตัว ดังนี้

    • NVIDIA CUDA Toolkitเปรียบเสมือน SDK สำหรับใช้ NVIDIA GPU มาประมวลผลงานอื่นที่ไม่ใช่กราฟิก
    • NVIDIA cuDNNมันคือส่วนเสริมของ CUDA ที่เอาไว้รันงาน deep learning
    • Python for Windowsเพราะ TensorFlow เป็นไลบรารีของ Python
    • ตัวของ TensorFlow เองลงผ่านแพกเกจของ Python

    NVIDIA CUDA Toolkit

    อันนี้ลงง่ายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรมาก เข้าหน้า ดาวน์โหลด CUDAแล้วเลือกระบบปฏิบัติการเป็น Windows, เลือกเวอร์ชันที่ใช้งาน, วิธีติดตั้งว่าเป็นแบบดาวน์โหลดเฉพาะ installer หรือดาวน์โหลดทั้งก้อน (ถ้าต่อเน็ตตลอดเวลา เลือกอันไหนก็ได้) แล้วติดตั้งแบบไฟล์ .exe ปกติก็เรียบร้อยแล้ว

    ตอนนี้เวอร์ชันล่าสุดของ CUDA คือ 8.0 ซึ่งเราใช้ตัวนี้ รายละเอียดอื่นๆ อ่านที่ CUDA Installation Guide for Microsoft Windows

    NVIDIA cuDNN

    NVIDIA CUDA Deep Neural Network library (cuDNN) เป็นซอฟต์แวร์เสริมของ CUDA สำหรับงาน deep learning ตัวนี้จะยุ่งยากหน่อยตรงที่ เราต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิก NVIDIA Developer ด้วย (ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไร แค่กรอกฟอร์มนิดหน่อยก็ใช้ได้เลย)

    เมื่อลงทะเบียนและล็อกอินแล้ว เราจะสามารถเห็นลิงก์ดาวน์โหลด cuDNNได้ สิ่งที่ต้องระวังคือตอนนี้ (ก.ค. 2017) มี cuDNN เวอร์ชัน 6.0 แล้ว แต่ TensorFlow ยังต้องใช้เวอร์ชัน 5.1 อย่าดาวน์โหลดผิดอัน ต้องเลือกเป็น cuDNN v5.1 (Jan 20, 2017), for CUDA 8.0เท่านั้น

    ดาวน์โหลดมาแล้วเราจะได้ไฟล์ .tgz มาหนึ่งไฟล์ แตกไฟล์ออกมาจะได้โฟลเดอร์ cuda มา เอาไปไว้ตรงไหนก็ได้ตามต้องการ (เช่น ~/Documents/cuda)

    ขั้นถัดไปคือเราต้องเซ็ตค่า environment variables ของระบบให้มองเห็นโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ cuDNN ด้วย ให้พิมพ์คำว่า environment ในปุ่ม Start แล้วจะเจอหน้าต่าง System Properties ในแท็บ Advanced แล้วกดปุ่ม Environment Variables

    เลือกตัวแปร Path ในช่องของ User variables แล้วกดปุ่ม Edit จากนั้นกดปุ่ม New เพิ่มพาธของโฟลเดอร์ cuda อันเมื่อกี้ลงไป

    ผมลองใส่พาธ cuda ตรงๆ พบว่าไม่เวิร์ค ต้องใส่เป็น \cuda\bin ด้วยจึงจะสามารถเรียก cuDNN ได้ตอนรัน (เช่น C:\Users\markp\Documents\cuda\bin)

    ถ้ารูปเล็กไปก็ view ขนาดเต็มเอาเองนะครับ

    Python for Windows

    อันนี้ก็ต้องระวังว่า ตอนนี้ TensorFlow รองรับเฉพาะ Python 3.5 เท่านั้น (เวอร์ชันล่าสุดคือ 3.5.2) แม้ว่าตอนนี้มี Python 3.6.x ออกมาแล้ว ก็ไม่รับนะจ๊ะ

    ดาวน์โหลด Python 3.5.2 จาก Python.orgผมเลือกเป็นตัวติดตั้งแบบ Windows x86-64 executable installer

    อันนี้มไม่มีอะไรยาก ติดตั้งแบบ exe ปกติได้เลย

    TensorFlow

    ในที่สุดก็มาถึงการติดตั้งตัว TensorFlow กันสักที กระบวนการติดตั้ง TensorFlow จะใช้ผ่านตัวจัดการแพ็กเกจ pip ที่มาพร้อมกับ Python อยู่แล้ว ถ้าใครคุ้นเคยกับ package manager ก็ไม่มีอะไรยาก

    เปิด Command Prompt / terminal ขึ้นมา (ใครชอบ PowerShell ก็ใช้ได้เหมือนกัน) แล้วสั่ง

    pip3 install --upgrade tensorflow-gpu

    เราจะเห็นการดาวน์โหลดแพ็กเกจต่างๆ สักระยะ ใช้เวลาไม่นานก็ติดตั้งเสร็จเรียบร้อย

    ตรวจสอบการติดตั้ง TensorFlow

    เมื่อติดตั้งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เช็คว่า TensorFlow ของเราทำงานได้ถูกต้อง โดยทดลองเรียกมันจาก Python นั่นแหละ

    เปิด Command Prompt แล้วพิมพ์คำสั่งว่า python

    มันจะเข้าพรอมพต์ของ Python แทนระบบ (สังเกตวงเล็บ >>>) แล้วให้เราพิมพ์โค้ดทดสอบลงไปทีละบรรทัด

    • import tensorflow as tf
    • hello = tf.constant('Hello, TensorFlow!')
    • sess = tf.Session()
    • print(sess.run(hello))

    ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พอเราพิมพ์บรรทัดที่สามแล้ว จะได้อะไรมายาวเหยียด และพิมพ์บรรทัดที่สี่ จะเห็นคำว่า 'Hello, TensorFlow!'ตอบเรากลับมา

    ในภาพเบลอข้อความส่วนไม่สำคัญออก ให้เห็นโค้ดกันง่ายๆ

    ทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเสร็จเรียบร้อย ติดตั้ง TensorFlow แบบเรียกใช้ GPU บน Windows เสร็จสมบูรณ์แล้ว สามารถเริ่มพัฒนา TensorFlow ต่อได้ทันที

    บล็อกนี้อ้างอิงข้อมูลจาก Installing TensorFlow on Windowsเขียนเมื่อกรกฎาคม 2017 สำหรับเวอร์ชันที่ใหม่กว่านี้ในอนาคต ควรเช็คกับเอกสารอย่างเป็นทางการของ TensorFlow อีกครั้ง ว่าต้องใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันไหนบ้าง


    0 0

    เจอโจทย์ว่าย้ายเว็บที่เป็น WordPress (ในทีนี้คือโฮสต์เดิม เปลี่ยนแค่ URL) แล้วพบปัญหาไม่สามารถล็อกอินได้

    อาการคือเข้าหน้า wp-login เจอช่องกรอก username/password แล้ว กดล็อกอินไปจะกลับมาหน้าเดิมอีกครั้ง ไม่สามารถเข้ามายังหน้า dashboard ได้

    ปัญหานี้เกิดจากเราเปลี่ยน URL ของเว็บไซต์ แม้ว่าจะแก้ URL ในฐานข้อมูล (siteurl และ home) แล้วก็ตาม อาจยังไม่เป็นผล

    ทางแก้คือให้เพิ่ม 2 บรรทัดนี้เข้าไปในไฟล์ wp-login.php

    update_option('siteurl', 'http://www.newurl.com' );
    update_option('home', 'http://www.newurl.com' );

    มันจะรันตอนเราโหลดหน้าล็อกอิน แล้วบอกระบบว่า URL เปลี่ยนแล้ว ให้เปลี่ยนค่าอื่นๆ ในเซสซันด้วย

    เมื่อล็อกอินเข้าหน้า Dashboard ได้แล้ว ให้ลบ 2 บรรทัดนี้ออกเพื่อความปลอดภัยและการอัพเกรดในอนาคต

    อ้างอิง - WordPress Codex: Login Trouble

    Keyword: 

    0 0

    มีเหตุให้ต้องไปช่วยย้ายเว็บไซต์แห่งหนึ่ง โดยเป็นการย้ายโดเมนเนม (URL) บนโฮสต์เดิม ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากอะไรถ้าหากเราสนใจแค่ตัวเว็บไซต์ (เปลี่ยนชื่อ URL ในโฮสต์ และใน Database/Config ของตัว CMS ก็จบแล้ว)

    แต่พอมีเงื่อนไขตามมาว่า เป็นการย้ายบนระบบ Plesk ที่ติดตั้ง WordPress ในรูปเว็บแอพพลิเคชันของ Plesk เอง (กดอัพเดตอัตโนมัติจาก Plesk ได้) และย้ายแบบให้ Google Search เห็นว่าย้าย ถูกต้องตามหลัก SEO ด้วย เลยมีความซับซ้อนขึ้นมาอีกพอสมควร

    ทำเสร็จแล้วก็มาจดขั้นตอนเก็บไว้ ดังนี้ (อ้างอิงการใช้งานตาม Plesk เวอร์ชัน 12.5)

    1) เซ็ตเว็บไซต์ใหม่

    พอเราได้โดเมนของเว็บใหม่ (newurl.com) มาแล้ว ก็ชี้ Name Server มายังโฮสต์ที่ใช้อยู่ให้เรียบร้อย ฝั่งของโฮสต์ก็สร้างบัญชีของโดเมนใหม่ขึ้นมา

    ท่าใน Plesk ก็กด Add Domain ได้ตามปกติ ไม่ต้องคิดอะไรมากเพราะเราจะใช้บัญชีนี้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ในขั้นนี้ขอให้เราสามารถเข้า newurl.com แล้วเจอหน้าดีฟอลต์ของเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้ก็พอ

    2) ยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บใน Google Search Console

    ตรงนี้ต้องทำทั้งสองฝั่งคือเว็บเก่าและเว็บใหม่ (ถ้าหากเว็บเก่ามีอยู่แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ทำแค่เว็บใหม่) ให้เราเข้าไปที่ Google Search Console (Webmaster Tools เดิม) แล้วเคลมความเป็นเจ้าของเว็บ (ทำทีละเว็บ) ด้วยการอัพโหลดไฟล์ HTML ที่กูเกิลให้มา ผ่านทาง FTP หรือจะผ่าน File Manager ในระบบของ Plesk ก็ได้

    3) ย้ายเว็บไปยัง URL ใหม่

    พอ Google Search รู้จักทั้งสองเว็บเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาทำการย้ายตัวเว็บและข้อมูลต่างๆ (ซึ่งตรงนี้แตกต่างกันไปตาม CMS และโฮสติ้งที่ใช้งานนะครับ)

    กรณีของผมเป็น WordPress ที่รันอยู่บน Plesk ก็ง่ายหน่อย ทำตามนี้

    • ลบบัญชี newurl.com ออกจากระบบของ Plesk
    • เข้าไปยังหน้า Hosting Settings ของบัญชีเว็บเก่า oldurl.com
    • เปลี่ยนค่า URL เป็น newurl.com

    รอเวลาสักแปปพอให้ DNS อัพเดตแคชของ URL ใหม่ ตอนนี้เราน่าจะเข้าเว็บใหม่ได้ แต่เข้าไปแล้วจะเจออะไรพังๆ อยู่บ้าง เพราะไฟล์และฐานข้อมูลของเว็บเก่า (ที่ไม่ถูกเปลี่ยนค่าใดๆ) ยังไม่รู้จัก URL อันใหม่

    สำหรับ CMS ที่เป็น WordPress สามารถแก้ต่อได้ตามบทความ Changing The Site URLของผมใช้วิธีแก้ใน Database โดยตรง (PHPmyAdmin) และเจอปัญหาเรื่องการล็อกอิน ซึ่งก็หาวิธีแก้เรียบร้อยแล้ว

    เสร็จจากขั้นตอนนี้ เราควรจะได้เว็บใหม่ที่ทำงานได้ตามปกติทุกประการ บนโดเมน newurl.com ส่วนโดเมนเดิม oldurl.com จะเข้าไม่ได้

    4) ทำ 301 Redirect

    ขั้นตอนนี้คือการตั้งค่าให้ oldurl.com ชี้ไปยัง newurl.com แบบ 301 Redirectเพื่อให้คนที่เข้าเว็บจาก URL เก่าสามารถเข้ามายัง URL ใหม่ได้อัตโนมัติ

    ท่าปกติคือแก้ค่าในไฟล์คอนฟิก .htaccess ของเว็บเซิร์ฟเวอร์ แต่เนื่องจากมันเป็น Plesk เราก็มีตัวช่วยที่ง่ายกว่านั้นคือ Domain Alias

    ในหน้ารวมโดเมน ให้กดปุ่ม Add Domain Alias แล้วก็ป้อน URL เก่า ที่ชี้ไปยัง URL ใหม่ตามที่ต้องการ ตัวเลือกอันที่ต้องติ๊กคือ 301 Redirect

    เสร็จแล้วเราควรจะเห็นค่าในหน้ารวมโดเมนของ Plesk เขียนระบุเป็น Alias for newurl.com ดังภาพ

    ทิ้งเวลาสักนิดพอให้ DNS อัพเดต มาถึงขั้นนี้ เราควรจะพิมพ์ oldurl.com แล้วถูก redirect เข้าไปยัง newurl.com ให้ทันที

    5) ทำเรื่อง Request for URL Change ใน Google Search Console

    กระบวนการฝั่งเว็บไซต์ของเราเองทำเสร็จแล้ว ที่เหลือก็คือไปบอกกูเกิลว่า เออ ย้ายเว็บเรียบร้อยแล้วนะ ซึ่งกูเกิลมีเครื่องมือช่วยอยู่แล้วคือ change of address tool (รายละเอียดอ่านใน Site moves with URL changes)

    ให้เข้า Google Search Console ในฝั่งของเว็บเก่าแล้วคลิกที่ไอคอนเฟือง เลือก change of address หรือภาษาไทยคือ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ดังภาพ

    ที่เหลือก็ทำขั้นตอนตาม Wizard ไปทีละขั้น ถ้าทำตามสเต็ปทั้งหมดที่เขียนมา ก็น่าจะผ่านทั้งหมด แล้วกดส่ง/submit ก็เรียบร้อย

    รออีกสัก 2-3 ชั่วโมง ก็น่าจะได้อีเมลตอบกลับจาก Google Search Console ว่ารับเรื่องของเราแล้ว ถือเป็นอันเสร็จพิธีครับ (ส่วนใครจะทำ crawling หรือจัดการเรื่อง SEO อื่นๆ ก็ตามสะดวก)


    0 0

    เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 มีโอกาสได้ไปพูดงาน "สามก๊ก Live Talk"กับทางมติชนและ BEC เลยได้เพื่อนใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือคุณอ๋อง นิธิพันธ์ วิประวิทย์สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีน

    คุณอ๋องโด่งดังมาจากเพจ Ong China และเป็นผู้แปลคลิป "อี้จงเทียนพิเคราะห์สามก๊ก"ซึ่งเป็นรายการทีวีของจีน ที่วิเคราะห์วิจารณ์สามก๊กแบบเจาะลึก เนื่องจากคุณอ๋องเคยอยู่ที่เมืองจีนมาก่อน เลยเห็นโอกาสในการนำเนื้อหาส่วนนี้มาฝากแฟนๆ สามก๊กในไทย จนทำให้ผู้แปลคือตัวคุณอ๋องเอง โด่งดังขึ้นมา

    คุณอ๋องยังมีคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ชื่อว่า มองตะเกียบ เห็นป่าไผ่เป็นการเล่าเกร็ดต่างๆ ในประวัติศาสตร์จีน และได้รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อเดียวกัน (พิมพ์โดยโพสต์บุ๊ก) ซึ่งคุณอ๋องก็ใจดี ส่งมาให้ผมอ่านฟรีๆ หนึ่งเล่ม

    หลังจากดองไว้นานและอ่านๆ หยุดๆ มาได้สักพักใหญ่ สุดท้ายอ่านจบก็อยากมาเขียนถึงสักหน่อย เกร็ดประวัติศาสตร์จีนที่คุณอ๋องนำมาเล่า มีทั้งประวัติศาสตร์บุคคลหลายยุคหลายสมัย ตั่งแต่จีนโบราณยุคตำนาน มาจนถึงยุคสาธารณรัฐประชาชน มีเรื่องวัฒนธรรมประเพณี เช่น การกินเจ การไหว้พระจันทร์ การสอบจอหงวน รวมถึงวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างการแข่งกันเรียนของเด็กจีนในยุคปัจจุบัน

    เกร็ดหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้มาก่อน เช่น เรื่องของเจี่ยงจิงกั๋ว (Chiang Ching-kuo) บุตรชายของเจียงไคเช็ค ผู้เป็นประธานาธิบดีไต้หวันระหว่างปี 1978-1988 และเป็นผู้สร้างชาติไต้หวันด้วย กลับมีอุปนิสัยแตกต่างจากพ่ออย่างสิ้นเชิง หรือเรื่องของ "ผี"ในแผ่นดินจีน ที่เราจะไม่เคยเห็นเคยได้ยินเรื่องนี้ เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์มองว่านี่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพูดถึงได้ เป็นต้น

    อีกเรื่องที่ชอบคือถึงแม้คุณอ๋องเป็น "แฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีน"เก่งในเรื่องที่ฟังดูโบราณ แต่สำนวนของคุณอ๋องกลับวัยรุ่นและเป็นสมัยใหม่มากๆ วิธีการอธิบายเรื่องราวจึงรวบรัดตรงประเด็น และใช้คำสมัยใหม่ที่ช่วยให้เห็นภาพ เช่น เรื่องขงเบ้งไปถือสันโดษอยู่บนเขาโงลังกั๋งเป็นเวลานานถึง 10 ปี คุณอ๋องเขียนว่า "นิ่งเงียบถือสันโดษเป็นเพียง lifestyle ไม่ใช่ปณิธาน"ซึ่งหมายถึงว่า ขงเบ้งไม่ได้อยากอยู่บนเขาไปตลอดชีวิต แต่เลือกที่จะอยู่บนเขาเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมต่างหาก

    หนังสือแบ่งออกเป็นบทสั้นๆ ตามพื้นที่คอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ทำให้หยิบมาอ่านเพลินๆ ได้เมื่อว่างแบบไม่ต่อเนื่อง เพราะแต่ละบทไม่ได้ต่อกัน อ่านจบแล้วเชื่อว่า เราจะรู้เรื่องจีนเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

    Keyword: