Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


Channel Description:

Just a Blog from Thailand

older | 1 | .... | 14 | 15 | (Page 16) | 17 | 18 | .... | 28 | newer

    0 0

    สวน Hitachi หรือชื่อเต็มคือ Hitachi Seaside Park (อ่านออกเสียงเหมือนกับ ป๊อปเลือกฮิตาชิ) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวรอบกรุงโตเกียวที่ยังไม่ค่อยดังในหมู่คนไทยเท่าไรนัก สวนนี้มีชื่อเสียงในแง่ดอกไม้ต้นไม้ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล คราวนี้เราจะไปเที่ยวสวนที่ว่านี้กันครับ

    Hitachi Park

    ตามภาพคือพุ่มไม้แดง ต้น Kokia ของเด็ดอีกอย่างของสวนนี้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังครับ เป้าหมายของเราก็คือไอ้นี่แหละ

    ข้อมูลของสวน

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสวน Hitachiข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน หาวิธีแปลกันเองนะครับ

    สวน Hitachi เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของเมือง Hitachinaka จังหวัด Ibaraki ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของโตเกียว มีทั้งโซนที่เป็นสวนต้นไม้ และสวนสนุกขนาดย่อมๆ ให้ไปพักผ่อนหย่อนใจกันได้ตามสะดวก

    ค่าเข้าชม 400 เยน เปิดทุกวันตั้งแต่ 9.30 เป็นต้นไป ส่วนเวลาปิดขึ้นกับฤดูกาล เช็คได้จากเว็บไซต์

    ต้น Kokia ปกติจะสีเขียว ช่วงเวลาที่มันสีแดงจะมีจำกัดมากคือเดือน ต.ค. เท่านั้น โดยสวนจะจัดงาน Carnival สำหรับชม Kokia ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.ย. ถึงกลางเดือน ต.ค. เป็นต้นไป ซึ่งวันที่แน่นอนจะเปลี่ยนไปในแต่ละปี (วันที่ของปี 2013 คือ 14 ก.ย. ถึง 20 ต.ค.)

    ดังนั้นใครอยากมาดู Kokia สีแดงก็ต้องวางแผนกันมาดีๆ โดยมาสักช่วงกลางๆ เดือนตุลาคมเป็นต้นไปครับ

    ถ้ามาไม่ตรงหน้า Kokia สีแดงก็ไม่ต้องเสียใจไปครับ สวนนี้เค้าจะลงดอกไม้อย่างอื่นๆ สลับกันไปตลอดปีอยู่แล้ว ดูรายละเอียดได้จาก Flower Calendarแล้วเลือกฤดูตามเมนูทางซ้ายบน เช่น ฤดูใบไม้ผลิจะมีดอก Nemophila สีฟ้าสวยงาม (ภาพประกอบ)

    การเดินทาง

    สวนนี้อยู่ห่างจากโตเกียวขึ้นไปทางเหนือประมาณ 1.5 ชั่วโมง และอยู่ติดทะเลครับ การเดินทางถ้าไม่ได้ไปด้วยรถส่วนตัว ก็ต้องเดินทางด้วยรถไฟแล้วต่อรถบัส

    ถ้าออกจากโตเกียว เราจะต้องไปตั้งต้นที่สถานี Ueno ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใหญ่อีกแห่งทางฝั่งเหนือของโตเกียว จากนั้นนั่ง JR Joban Line ไปลงที่สถานี Katsuta จะใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง (ถ้าออกแต่เช้า จะมีรถเที่ยว 8.00 น. ออกจาก Ueno แล้วไปถึงที่ Katsuta 9.24 น.)

    ค่ารถไฟ 3,510 เยน ค่อนข้างแพง ถ้าใครมี JR Pass ก็ควรใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า

    Hitachi Park

    จากสถานี Katsuta เราจะต้องนั่งรถบัสไปยังสวน Hitachi ซึ่งอยู่ออกไปไม่ไกลนัก นั่งรถประมาณ 20 นาที ค่ารถ 390 เยน (สวนคือพื้นที่เขียวๆ ที่เขียนว่า Hitachikaihin ด้านขวามือของแผนที่)

    katsuta

    เมื่อมาถึงสถานี Katsuta ก็ออกที่ทางออกฝั่ง East ครับ

    Hitachi Park

    การเดินทางไม่ได้ยากอะไรมากเพราะคนที่มาลงสถานีนี้ส่วนใหญ่ ก็มาสวน Hitachi เนี่ยแหละ ป้ายชัดเจน

    Hitachi Station

    ออกจากสถานีแล้วเลี้ยวซ้ายมาหน่อย จะเจอป้ายรถบัสตามภาพ ป้ายที่ไปสวนจะอยู่ทางซ้ายมือสุดของภาพนี้

    Hitachi Station

    บรรยากาศหน้าสถานี Katsuta ครับ น่าเสียดายไม่ได้แวะดูเมืองนี้เท่าไร

    Hitachi Station

    ถ้ามาวันหยุดก็คนเพียบครับ ไม่ต้องกลัวหลงแน่นอน (ตอนอยู่บนรถก็ยืนกันเบียดๆ หน่อยนะ)

    Hitachi Station

    รถบัสมาแล้ว ขึ้นไปก่อน จ่ายเงินตอนลงที่ประตูหน้า ตามสไตล์รถบัสญี่ปุ่นทั่วไป ที่จะมีเครื่องแลกเหรียญอยู่ แล้วค่อยเอาเหรียญไปหยอดในกล่องอีกที

    Hitachi Station

    เข้าสวน Hitachi

    นั่งรถมาได้สักระยะก็จะถึงสวนครับ ไม่มีหลงป้ายแน่นอนเพราะเขาไปจอดหน้าสวนเลย และแถวนั้นมันไม่มีอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากป้ายรถเมล์เล็กๆ หนึ่งอัน -_-'

    ประตูเข้าสวนทำเป็นรูปปีกนก

    Hitachi Park

    ราคาค่าตั๋ว สารพัดแบบ อย่าเพิ่งงง

    Hitachi Park

    อันที่เราต้องใส่ใจคืออันนี้ครับ ผู้ใหญ่ 400 เยน

    Hitachi Park

    เข้ามาในสวนก็มีวิธีการเดินทางหลายแบบให้เลือก ได้แก่

    • นั่งรถไฟ (จริงๆ มันก็คือรถเครื่องยนต์พ่วงที่ทำหน้าตาเป็นรถไฟ) ค่าตั๋วเหมา 500 เยน
    • เช่าจักรยานค่าเช่า 300 เยนต่อ 3 ชม. แต่เส้นทางจักรยานจะไม่ทับกับเส้นทางคนเดิน บางจุดต้องจอดแล้วลงเดิน
    • เดิน

    Hitachi Park

    Hitachi Park

    Hitachi Park

    เราไปกัน 4 คน ตกลงกันว่า "เดิน"ครับ

    โซนต่างๆ ในสวน Hitachi

    แผนผังของสวน Hitachi ก็เป็นไปตามภาพครับ (อันนี้คือแผนที่รถราง) จะเห็นว่าสวนนี้เป็นสวนอกแตกที่ถูกถนนผ่ากลาง ตามภาพนี้ทะเลจะอยู่ด้านบน (สวนเกือบติดทะเลแต่ไม่ติดสนิท)

    • จุดสีเหลืองมุมซ้ายล่าง คือประตูเข้า
    • เบอร์ 1-2-3 เป็นสวนสนุก มีเครื่องเล่น
    • เบอร์ 8 โซนสีฟ้าในภาพ เป็นจุดไฮไลท์ รวมพุ่มไม้แดง

    เราจะเริ่มเดินจากประตูเข้าไปตรงเบอร์ 8 กันเลยครับ ไม่ไกลเท่าไร เดินกันชิวๆ แป๊ปเดียวก็ถึงแล้ว

    hitachi-park-map

    เข้าประตูหน้าไปแล้วจะเจอกับคาเฟ่เล็กๆ ให้ซื้อของที่ระลึกกันได้

    Hitachi Park

    ของที่ระลึกสำคัญในร้านนี้คือ "โดรายากิ" (อันเดียวกับที่โดราเอมอนกิน) ที่ทำลายเป็นรูปพุ่มไม้ Kokia สัญลักษณ์ของที่นี่ (ตัวสีเขียวๆ แดงๆ ในภาพ)

    Hitachi Park

    มีให้เลือกหลายรสทีเดียว จำไม่ได้แล้วว่ามีรสอะไรบ้าง

    Hitachi Park

    หน้าตาครับ

    Hitachi Park

    รสชาติก็อร่อยดี กินรองท้องได้คนละชิ้น ชิ้นละ 130 เยน

    Hitachi Park

    บึงน้ำตรงแถวๆ ประตูทางเข้า

    Hitachi Park

    ถนนเฉพาะสำหรับจักรยาน แยกกับถนนคนเดินชัดเจน ไม่ยุ่งกัน

    Hitachi Park

    ช่วงที่ไปนี้เป็นหน้า Kokia แดงพอดี ทุกคนก็จะมุ่งไปดู Kokia กัน มีป้ายบอกตลอดทาง

    Hitachi Park

    ถ้าไม่คิดอะไรมาก เดินตามคนญี่ปุ่นไปเรื่อยๆ ก็ไม่หลงแน่นอนครับ คนเยอะมาก

    Hitachi Park

    เดินๆ ไปก็เจอรถไฟวิ่งสวนมาบ้าง

    Hitachi Park

    ที่เจอเยอะมากคือ "หมา"ครับ คนญี่ปุ่นพาหมามาเดินเล่นกันเยอะมาก

    Hitachi Park

    มากันเป็นทีมแบบนี้ก็มี

    Hitachi Park

    ทุ่ง Kokia สีแดง

    เดินตามชาวบ้านไปเรื่อยๆ ก็เห็น Kokia สีแดงแต่ไกลแล้ว เจ้าหน้าที่ของสวนปลูกเอาไว้ที่เนินเขาริมทะเล

    Hitachi Park

    แดงสุดลูกหูลูกตาเลยครับ แน่นอนว่าคนเพียบ

    Hitachi Park

    Hitachi Park

    ช่วงที่ไป (19 ตุลาคม) ก็เริ่มจะโรยๆ บ้างแล้ว บางต้นก็ไม่แดงเท่าไร เริ่มซีดๆ แล้ว

    Hitachi Park

    Hitachi Park

    Hitachi Park

    มองจากยอดเนินลงไปครับ เห็นชิงช้าสวรรค์ในโซนเครื่องเล่นอยู่ลิบๆ

    Hitachi Park

    ฝั่งทะเลเป็นท่าเรือใหญ่

    Hitachi Park

    หมาเยอะจริงๆ ทั้งหมาเล็กหมาใหญ่ แถมหมาญี่ปุ่นนี่สุภาพมากคือเจอหมาแปลกหน้าแล้วไม่เห่าใส่กัน จะเดินไปดมๆ กันแล้วก็เป็นเพื่อนกันทันที (ถ้าเป็นหมาไทย ด้วยปริมาณขนาดนี้คงซัดกันเละไปแล้ว)

    Hitachi Park

    หมาเซ็ตเมื่อกี้ เจ้าของจับมาถ่ายรูปหมู่กัน

    Hitachi Park

    ญี่ปุ่นเป็นชาติที่บ้าไอติมโคนหรือ soft cream มาก สถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งจะมี soft cream ขาย ซึ่งที่นี้ก็หนีไม่พ้น และแน่นอนว่ามี soft cream รสชาติออริจินัล "รส Kokia"ขายด้วย

    เพื่อนเราที่ไปด้วยเป็นหน่วยกล้าตายไปลองทดสอบ แล้วก็ให้ความเห็นว่า "นี่มันยาน้ำเด็กชัดๆ"

    Hitachi Park

    ใกล้ๆ กับเนินเขาของทุ่ง Kokia ก็มีบ้านโบราณญี่ปุ่นให้ทัศนศึกษาอยู่ 3-4 หลัง ก็ไม่มีอะไรมากครับ ไปดูพอขำๆ ได้ความรู้นิดหน่อย

    Hitachi Park

    Hitachi Park

    การทำหลังคาของบ้านโบราณ ซับซ้อนมาก

    Hitachi Park

    คู่นี้เขามาเดทกันในบ้านโบราณเลย

    Hitachi Park

    อาหารการกิน

    บริเวณตีนเขาทุ่ง Kokia ก็มีจุดขายอาหารใหญ่อยู่ครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องเสบียง (แต่คนญี่ปุ่นเตรียมเสื่อมาปิกนิกกันก็เยอะ) เพียงแต่ถ้ามาช่วง prime time คนก็จะเยอะหน่อย (รายการร้านอาหารในสวน)

    Hitachi Park

    อาหารยอดฮิตของที่นี่คือ หมูย่างแบบเสียบไม้

    Hitachi Park

    คนเยอะสุดๆ

    Hitachi Park

    อาหารแบบอื่นๆ ก็มี พวกยากิโซบะ ของทอด ข้าวแกงกะหรี่ ราเม็งยังมี

    Hitachi Park

    มาเที่ยงๆ คนเยอะมาก

    Hitachi Park

    คนญี่ปุ่นมาแคมปิ้งแบบนี้ก็มี น่าสนุกดี

    Hitachi Park

    โซนสวนสนุก

    จากโซนของ Kokia ข้ามมาอีกฝั่งก็เป็นโซนพฤกษชาติทั่วไป และโซนสวนสนุกครับ เราก็เดินตัดเข้ามาที่โซนสวนสนุกเลยดีกว่า เพราะโซนพฤกษชาติก็มีแต่ต้นไม้ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

    Hitachi Park

    ทางเข้าโซนสวนสนุก

    Hitachi Park

    โซนสวนสนุกที่นี่ไม่ใหญ่เท่าไร แต่ก็เน้นจับตลาดเด็กเล็กเป็นหลัก แน่นอนว่าเด็กเพียบ

    Hitachi Park

    Hitachi Park

    Hitachi Park

    Hitachi Park

    โดยรวมแล้วก็มีแค่นี้ครับ สวน Hitachi เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่ง โดยมีต้น Kokia แดงเป็นจุดขายนั่นเองครับ ถ้าจัดตารางเวลาดีๆ มาเจอกับต้น Kokia สีแดงที่หาดูได้ยาก ก็คุ้มค่าแก่การนั่งรถไฟมาไกลพอสมควร

    เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ถ้ามาเที่ยวเฉยๆ ไม่ได้มาปิกนิกก็คงใช้เวลาราวๆ นี้ ใครที่จะตามไปควรเช็คสภาพอากาศล่วงหน้าด้วยเพราะเป็นสวนเปิดโล่ง อยู่ริมทะเล ลมแรงพอสมควร


    0 0
  • 11/18/13--06:13: Midori Sushi
  • ร้านซูชิชื่อดังในโตเกียวที่คนไทยในญี่ปุ่นหลายๆ คนแนะนำตรงกันโดยมิได้นัดหมาย คือร้าน Midori ที่ชิบูยะ (จริงๆ มีหลายสาขา แต่แถวชิบูยะน่าจะไปสะดวกที่สุด - เว็บไซต์ร้าน)

    Midori Sushi

    ร้านนี้เพื่อนผมบอกว่า "ไม่ถึงกับเป็นเบอร์หนึ่ง แต่เป็นความอร่อยระดับเบอร์สองเบอร์สามที่ไปกินได้ง่ายๆ ไม่ต้องตื่นแต่มืดไปยืนต่อคิวตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแบบเดียวกับเบอร์หนึ่ง"

    ร้านจะอยู่ที่ห้าง Mark City ติดกับสถานี Shibuya ขึ้นบันไดเลื่อนไปถึงชั้นบนสุดของตึกกระจกด้านหน้า (ถ้าจำไม่ผิดคือชั้น 4) เดินเข้าไปเรื่อยๆ จะอยู่ทางซ้ายมือ เลยห้องน้ำไปหน่อยครับ

    Mark City

    หน้าตาร้านก็แบบเนี้ย (Midori Sushi จะมีทั้งแบบซูชิปกติ สั่งเป็นจาน และแบบซูชิหมุน ซึ่งแยกเป็นคนละร้านกันแต่ใช้ชื่อเดียวกัน ร้านนี้เป็นแบบปกตินะครับ)

    Midori Sushi

    ร้านดังแบบนี้ก็ต้อง "ต่อคิว"แน่นอนครับ (ผมไปวันธรรมดาช่วงกลางวัน ก็ต่อไม่นานเท่าไรนะ) การต่อคิวร้านอาหารในญี่ปุ่นจะต้องมารอกันครบคนด้วย จะใช้วิธีส่งเพื่อนมาต่อแล้วไปนั่งสั่งรอในร้านไม่ได้ ต้องมากันครบเท่านั้นเขาถึงให้เข้าร้าน

    Midori Sushi

    บรรยากาศในร้านครับ มีทั้งแบบนั่งโต๊ะและนั่งเคาเตอร์

    Midori Sushi

    เมนูเป็นญี่ปุ่นซะเยอะ แต่ก็มีเมนูเล่มภาษาอังกฤษแยกให้ด้วย ส่วนเล่มนี้เป็นซูชิเซ็ต

    Midori Sushi

    จานนี้เจ้าถิ่นแนะนำครับ (รอเจ้าตัวมาบอกเองละกันว่ามันเรียกอะไร) มันคือ "มันปู"ปรุงรสแล้วราดมาบนผัก อร่อยโฮกครับ ของแปลกหากินได้ยาก ถ้ามาเยือนก็ไม่ควรพลาด

    Midori Sushi

    อันนี้เซ็ตชุดใหญ่ครับ มีหลายอย่างบรรยายไม่ค่อยถูก ซูชิปลาไหลคำใหญ่มากแต่ไม่อร่อยเท่าใดนัก (คือไปกินร้านปลาไหลเฉพาะดีกว่า) ส่วนไข่หอยเม่นก็แปลกดีครับ เพิ่งเคยกิน (กินแล้วมี "กลิ่นของทะเล"จริงสมคำร่ำลือ)

    Midori Sushi

    เซ็ตซูชิแบบเอาไฟลนอีกชั้นหนึ่ง เซ็ตนี้อร่อยทุกชิ้นแต่กินไปเยอะๆ จะเริ่มเลี่ยน

    Midori Sushi

    สั่งเป็นจานเล็กก็ได้

    Midori Sushi

    โรลก็มี อันนี้ก็อร่อยครับ

    Midori Sushi

    โดยสรุปแล้วคือ Midori ทำซูชิอร่อยมาก เพียงแต่กินเยอะๆ ก็จะเข้าสเต็ป "จุกและเลี่ยน"ดังเช่นการกินซูชิทั่วไปนั่นเอง ใครผ่านไปแถวชิบูยะไม่ควรพลาด เพียงแต่ต้องหาจังหวะดีๆ ที่ไปแล้วไม่ต้องต่อคิวยาวครับ


    0 0
  • 11/22/13--23:47: Pierre Herme Macaron
  • บล็อกตอนนี้พาไปกิน "มาการ็อง"ขนมฝรั่งเศสร้านดังในญี่ปุ่นครับ ร้านชื่อว่า Pierre Herme (อ่านว่า ปิแอร์ แอร์เม่) ตั้งชื่อตามเชฟชาวฝรั่งเศส (เว็บร้าน) มีหลายสาขาในญี่ปุ่นและฝรั่งเศสด้วย

    Macarons

    ร้านที่ไปนี้อยู่ที่ชิบูยะครับ อยู่ในห้างชื่อ Seibu หน้าสถานี Shibuya เลย (ห้างมันจะมีสองตึก มีถนนคั่นกลาง ไปตึกที่อยู่ใกล้สถานีมากกว่า) ร้านอยู่ชั้นใต้ดินหน้าซูเปอร์ ตรงนั้นเป็นเวิ้งร้านขายขนม หาไม่ยาก

    หน้าตาร้านก็ตามภาพ

    Macarons

    จุดเด่นของร้านนี้ก็คือ "มาการ็อง"นี่ล่ะครับ มีให้เลือกเยอะแยะไปหมด

    Macarons

    แอบถ่ายสาวขายมาการ็องครับ

    Macarons

    ร้านเค้าก็มีขนมอย่างอื่นขายด้วยนะ

    Piere Herme Macaron

    PA180279

    แต่สุดท้ายก็ซื้อมาแต่มาการ็องอยู่ดีครับ สั่งมา 2 รส คาราเมลกับพิตาชิโอ ชิ้นใหญ่ไส้หนา แป้งกรอบ ข้างในมันๆ ไส้ไม่หวานจนแย่งซีนตัวแป้งข้างนอก คงรสชาติดั้งเดิมไว้อย่างดี คาราเมลหวานขมนิดๆ พิตาชิโอหวานมัน เสียดายงบน้อยเลยสั่ง 2 ชิ้น ชิ้นละ 280 เยน พนง.ยังบรรจงใส่ถุงกระดาษสวยหรูพร้อมเจลเย็นให้ด้วย

    Piere Herme Macaron

    ใกล้ๆ กันมีร้านกาแฟอยู่ครับ ไม่ได้กินหรอกแต่ป้ายขายเมล็ดกาแฟอาบังของเขาน่ารักดี เลยถ่ายติดมาด้วย

    PA180284


    0 0

    เบรกบล็อกซีรีส์ญี่ปุ่น มาเป็นอาหารไทยรสจัดจ้านสักหน่อยครับ เมื่อประมาณสองอาทิตย์ก่อนไปเที่ยว อ. สัตหีบ ก็ได้ไปกินร้าน "ใจสั่งมา"ขายอาหารทะเลแนวจัดจ้านถึงพริกถึงเครื่อง หนทางการเดินทางนั้นลดเลี้ยวเคี้ยวคดมาก แต่พอไปชิมแล้วก็พบว่าคุ้มค่าและสมควรเอามาแนะนำ

    ใจสั่งมา

    ร้านนี้ไม่มีตัวตนใน Google Maps ดังนั้นจะบอกทางยากหน่อย (พิกัดใน Foursquare) แต่ถ้ารู้หลักแล้วก็ไม่ยากครับ

    การเดินทาง

    ใจสั่งมา

    ร้านจะอยู่ก่อนถึงอำเภอสัตหีบสักหน่อย ถ้ามาจากพัทยาจะผ่านสวนนงนุชมาสักพัก พอซ้ายมือชื่อซอยเปลี่ยนเป็นซอยเทศบาลสัตหีบ ก็เล็งหาซอย 45 ครับ ก่อนถึงซอยมีโรงเรียนและสะพานลอย แถมปากซอยมี 7-11 เป็นจุดสังเกต พอเข้าซอยมาก็ตรงๆๆๆๆ อย่างเดียวอย่าวอกแวกครับ พอมาถึงแยกใหญ่แยกหนึ่งที่บ้านขวามือทารั้วสีออกชมพู-น้ำตาล ก็เลี้ยวซ้ายทันที (มีป้ายร้านเล็กๆ อยู่ตรงแยก) จากนั้นก็ตรงๆๆๆ อีกอย่าวอกแวกครับ แถวนั้นจะเป็นทุ่งๆๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอไปถึงจะเห็นร้านอาหารตั้งอยู่เด่นเป็นสง่า ไปตอนกลางวันรถจอดกันเพียบๆ เลย

    ร้านนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน ก่อนหน้านี้อยู่ในซอยเดียวกันเนี่ยแหละ (ใครดูใน Google Street View จะเห็นร้านเก่านะครับ ผมพลาดมาแล้ว)

    อาหาร

    มาถึงก็ไม่เสียเวลาครับ สั่งอาหารกันเลย รอบนี้ไปกันเยอะก็เลยสั่งมาหลายจานหน่อย

    จานแรก "หมูผัดกระวาน"เจ้า "กระวาน"เป็นพืชท้องถิ่นของภาคตะวันออก คล้ายกับขิงหรือข่าอ่อน เอามาผัดกับหมูแนวผัดเผ็ด กลิ่นของกระวาน (ที่หอมๆ แบบพืชหัว แต่ไม่แรงเกินไปแบบขิงหรือข่า) จะช่วยเสริมกลิ่นให้หอมขึ้น ส่วนตัวหัวกระวานเองจะรสจางๆ ก็ช่วยตัดเผ็ดของเครื่องพริกสมุนไพรได้เป็นอย่างดี

    ใจสั่งมา

    จานต่อมา "ปลาดุกผัดเผ็ด"มีให้เลือกทั้งแบบปลาดุกสดและทอดกรอบครับ ผมชอบปลาดุกทอดกรอบอยู่แล้วก็ต้องเลือกแบบนี้ ปลาดุกทอดกรอบมาก และเครื่องก็ให้มาเยอะมาก จานนี้อร่อยมาก แนะนำ

    ใจสั่งมา

    "ปลาหมึกมะนาว"ของน้องชายครับ ปลาหมึกชิ้นโต เครื่องพริกกระเทียมใส่มาไม่ยั้ง เอามาซดน้ำได้แบบเผ็ดๆ กินกับข้าวสวย

    ใจสั่งมา

    สั่งของเผ็ดๆ มาเยอะก็เอาของทอดบ้าง ปลากระพงทอดน้ำปลา เสิร์ฟมาพร้อมกับยำมะม่วง แต่ปรากฎว่ายำมะม่วงไม่มีใครกินเพราะปลามีรสมีชาติอยู่แล้ว แถมปลาร้านแบบนี้น้ำมันเยอะๆ ทอดแล้วจะกรอบเหลืองอร่ามมาก

    ใจสั่งมา

    ยำถั่วพูใส่กุ้ง กุ้งตัวใหญ่ เครื่องเยอะ รสชาติโดยรวมใช้ได้แต่จะติดหวานไปนิด ถ้าลดหวานลงได้กว่านี้หน่อยจะกลมกล่อมมากครับ

    ใจสั่งมา

    จานสุดท้ายสั่งแต่แรกเลยแต่มาช้าที่สุด แกงป่าปลาอินทรีย์ เนื้อปลาให้มาเยอะ แน่น สด เครื่องแกงก็เข้มข้น แต่กินแล้วเผ็ดน้ำตาไหลเลยครับ T_T

    ใจสั่งมา

    โดยรวมแล้วร้านนี้ผ่านแน่นอนในเรื่องรสชาติ ราคาก็ไม่แพงมาก แต่การสั่งอาหารควรระวังให้บาลานซ์เพราะของที่เผ็ดก็จะเผ็ดซี้ดๆๆ จุดอ่อนคืออาหารออกช้าพอสมควรครับ (คือในร้านเค้าแปะไว้เลยว่า "รอหน่อยอร่อยแน่"เจ๋งปะละ) ใครจะตามไปกินก็กะเวลากันดีๆ ผมไปเที่ยงวันเสาร์ช่วงเวลา primetime นี่รอกันเงกเลยนะ

    Keyword:


    0 0

    เพื่อนทำงานอยู่ที่ Roppongi เลยพาไปกินร้านดังแถวนั้นคือร้าน Jomon (หรือ Joumon) เป็นยากิโทริหรือว่า "ไก่ปิ้ง"นั่นเองครับ (เค้าก็มีอย่างอื่นปิ้งด้วยแหละนะแต่ดังที่ไก่เป็นหลัก)

    Roppongi

    พิกัดร้านเนื่องจากว่าเดินตามคนอื่นไปก็จะอธิบายลำบากนิดนึง ดูกันเองที่ Tablelogหรือ TripAdvisorง่ายกว่า ร้านนี้เพื่อนผมจองล่วงหน้าเพราะคนจะเยอะตลอดเวลา ส่วนใหญ่ก็เป็นหนุ่มสาวออฟฟิศแถว Roppongi มาชิลล์เอาท์กันนั่นแล

    ต้องบอกไว้ก่อนว่าร้านนี้จะ "แคบมาก"ครับ คือเค้าจะมีครัวสำหรับปิ้งอาหารอยู่ตรงกลางเป็นเคาเตอร์เล็กๆ และมีที่นั่งอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของครัว ภาพที่เห็นข้างบนคือผมยืนถ่ายจากถนน คนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดนี่คือนั่งอยู่นอกร้านแล้ว มีแต่อาหารเท่านั้นที่วางอยู่ภายในร้าน

    ส่วนภาพด้านล่างคือฝั่งด้านหลังร้าน (ซึ่งก็กว้างเท่านี้แหละ) ผู้หญิงคนซ้ายมือในภาพนั่งติดกับกำแพงร้านแล้ว

    Roppongi

    ร้านนี้ถ้าไม่รู้จักจะหายากหน่อยเพราะแทบไม่มีป้ายใดๆ มีแต่ประตูไม้พร้อมกับคนจำนวนมากยืนรอหรือนั่งกินกันอยู่หน้าร้าน

    Roppongi

    เตาปิ้งครับ ดูกันชัดๆ ควันกระจายเต็มร้านแน่นอน ใครกลัวหัวเหม็นตัวเหม็นก็ต้องพิจารณากันตั้งแต่แรก

    Roppongi

    โต๊ะก็แคบๆ ครับ มีป้ายต้อนรับเป็นภาษาอังกฤษเล็กน้อยเพราะฝรั่งแถวนั้นเยอะ

    Jomon Roppongi

    เครื่องเคียงเป็นกะหล่ำปลีราดซอสเค็มๆ หวานๆ มาให้เล็กน้อย อร่อยมาก! เอาไว้ตัดเลี่ยนเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี (กินหมดแล้วต้องขอเพิ่มกันเลยเชียว)

    Roppongi

    จานแรกเริ่มจากหมูปิ้งครับ หมูสามชั้นปิ้งมาเกรียมๆ อร่อยมาก! (อีกจานข้างบนเป็นสลัดปลาดิบ ราดซอสและงา)

    WP_20131018_19_50_04_Pro

    เนื่องจากที่มันน้อยเลยต้องวางกันแบบรวมมิตร เพราะบนโต๊ะเค้าจะมีแท่นวางอยู่แท่นเดียว พนักงานเสิร์ฟจะเอามาให้แต่อาหาร ถือมาเป็นไม้เลย กินเสร็จก็มีกระป๋องให้เสียบไม้จิ้มอยู่บนโต๊ะ

    จากซ้าย แอสพารากัสห่อเบคอน, ชีสย่าง (แปลกดีครับเพิ่งเคยกิน) และมะเขือเทศห่อเบคอน

    WP_20131018_20_14_29_Pro

    อันนี้อะไรหว่า ชักลืม กินเยอะเกิน อัพเดตมันคือเนื้อไก่บดแล้วเอามาปิ้งครับ เรียกว่า Tsukune

    WP_20131018_20_08_23_Pro

    เนื่องจากมัวแต่กิน รูปอาหารเลยน้อยหน่อยครับ สรุปแล้วคือบรรยากาศก็คึกครื้นดี แต่ร้านแคบมากถึงมากที่สุด (ไม้จิ้มฟันมีให้อยู่ในส้วม! ซึ่งก็มีห้องเดียว) อาหารแปลก จะไปกินต้องจองล่วงหน้า


    0 0

    เห็นประชาไทลงบทความนี้ สัมภาษณ์ประจักษ์ ก้องกีรติ: ทางเลือกภายใต้การเมืองสองขั้วมาหลายวันแล้ว เพิ่งมีเวลาอ่านแบบละเอียดๆ ขอสรุปประเด็นมาแนะนำเพื่อนพ้องน้องพี่ครับ

    ย้อนแบบไกลๆ หน่อยคือผมจบวิศวะ ถูกเทรนมาแบบ technical ล้วนๆ ไม่เคยเรียนสังคมศาสตร์ใดๆ มาก่อนยกเว้นวิชา สปช. พอมาสนใจเศรษฐกิจสังคมการเมืองเข้าเยอะๆ หน่อย ก็มักพบกับตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า เรื่องบางเรื่อง ประเด็นบางประเด็นในสังคม ที่เราเห็น "ผล"ที่เกิดขึ้นเนี่ย มันสามารถอธิบาย "เหตุ"ด้วยทฤษฎีความรู้ด้านรัฐศาสตร์ ที่เด็กสายนี้เค้าเรียนกันมาชาติเศษแล้ว!!!

    อารมณ์เดียวกับคนนอกโลกไอทีมาตื่นเต้นว่า เฮ้ย โปรแกรมนี้มันทำแบบนี้ได้ด้วยว่ะ เราก็จะรู้สึกว่าเฉยๆ ไม่เห็นมีอะไรเลย เพราะเรารู้กลไกทางเทคนิคอยู่แล้วว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

    กลับเข้าเรื่องครับ ในเมื่อไม่รู้ว่าปัจจัยทางสังคมการเมืองมันเกิดขึ้นได้อย่างไร (เพราะไม่เคยเรียนมา) วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำความเข้าใจกับมันก็คือ ถามผู้เชี่ยวชาญ

    บทสัมภาษณ์ชุดนี้สัมภาษณ์นักรัฐศาสตร์สุดหล่อที่กำลังมาแรง (สาวๆ ควรดูคลิปประกอบด้วย แกหล่อจริง) อย่าง อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า "ทำไมเราถึงไม่มีพรรคทางเลือกที่สามมาให้เลือก ในห้วงเวลาที่ประเทศโหยหาทางเลือกเป็นอย่างยิ่ง"

    คำตอบในเชิงทฤษฎีการเมือง มันมีคำอธิบายครับ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น แนะนำให้ไปอ่านกันเอง (เขียนโม้มาตั้งยาว)

    ประเด็นเล็กๆ ที่ผมคิดว่าน่าสนใจพูดถึงไว้ตรงนี้เป็น remark ด้วยคือ ระบบไพรมารีที่คุณอลงกรณ์แห่ง ปชป. เสนอ มันเหมาะสำหรับพรรคเพื่อไทยมากกว่าอีก!!! (แต่ก็ควรทำทั้งสองพรรคแหละนะ จะได้ยึดโยงกับมวลชน)

    Keyword:


    0 0
  • 12/01/13--06:12: Mugiwara Store One Piece
  • ตอนสุดท้ายในชุดวันพีซครับ พาไปเที่ยว "ร้านขายสินค้าอย่างเป็นทางการ"ของซีรีส์วันพีซ ที่ใช้ชื่อว่า Mugiwara Storeหรือ "ร้านหมวกฟาง" (วันพีซนี่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาเทียบชั้นโดเรมอนหรือคิตตี้แล้ว ผมว่าน่าจะแซงดราก้อนบอลไปนานแล้วนะ)

    One Piece Shop Shibuya

    ร้านอยู่ในห้าง Parco Shibuya ครับ เดินไปจากสถานี Shibuya ไม่ยากอะไร คงไม่ต้องลงแผนที่นะ ร้านจะอยู่ชั้น 6 ครับ ชั้นนี้มีแต่ร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูนและอนิเมะล้วนๆ

    Parco

    อยู่ติดบันไดเลื่อนเลย หาไม่ยากครับ

    One Piece Shop Shibuya

    นอกจากหุ่นลูฟี่และช็อปเปอร์ตั้งเด่นที่หน้าร้านแล้ว ก็ยังมีของให้ถ่ายรูปอีกมาก เริ่มจากเรือ Thousand Sunny ขนาดใหญ่เอาไว้ยืนถ่ายรูปบนเรือ

    One Piece Shop Shibuya

    Going Mary ขนาดเล็ก

    One Piece Shop Shibuya

    เคาเตอร์แคชเชียร์ครับ

    One Piece Shop Shibuya

    เจ้าผีจากภาค Thriller Bark ตกลง อ.โอดะ แกเขียนเพื่อให้มันมีคาแรกเตอร์ขายได้เยอะๆ นี่เอง

    One Piece Shop Shibuya

    เจ้าตัวนี้ก็ขายดีมากทีเดียว คาแรกเตอร์มาร์เก็ตติ้ง

    One Piece Shop Shibuya

    หมีจากเรือของทราฟัลการ์ ลอว์

    One Piece Shop Shibuya

    ห้องลับภายในเรือ Sunny มีเรือเล็กซ่อนอยู่

    One Piece Shop Shibuya

    ร้านชื่อหมวกฟาง ก็มีหมวกฟางขายด้วย (ที่ญี่ปุ่นน่าจะหายากนะหมวกแบบนี้)

    One Piece Shop Shibuya

    "ความยุติธรรม"

    One Piece Shop Shibuya

    ทุกสิ่งอย่างที่เป็นวันพีซขายได้หมด โมจิลูฟี่

    One Piece Shop Shibuya

    ผมว่าไอ้นี่เจ๋งสุดๆ แล้ว มันคือ GPS Navigation ที่ทำเป็นลายเรือ Sunny

    One Piece Shop Shibuya

    สติ๊กเกอร์พร้อมไอคอนของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง

    One Piece Shop Shibuya

    นี่มัน!!!

    One Piece Shop Shibuya

    สารพัดสินค้า มีทุกอย่างให้เลือกสรร

    One Piece Shop Shibuya

    นอกจากของขายแล้วก็ยังมีภาพวาดต้นฉบับของการ์ตูน ทั้งฉบับลายมือของ อ.โอดะ และภาพต้นแบบสำหรับฉบับอนิเม

    One Piece Shop Shibuya

    เรือซันนี่ขนาดย่อมเยาลงมาหน่อยครับ มีฉายไฟเป็นลายน้ำทะเลด้วย

    One Piece Shop Shibuya

    ชั้นนี้เป็นรวมการ์ตูนเล่มเก่าๆ ทั้งหมด และไกด์บุ๊กต่างๆ (เค้ายังโปรโมท One Piece Film Z กันอยู่เลย)

    One Piece Shop Shibuya

    Romance Dawn

    One Piece Shop Shibuya

    เล่มล่าสุดของญี่ปุ่น

    One Piece Shop Shibuya

    อันนี้เป็นคาแรกเตอร์ลายพิเศษที่ร่วมกับคนวาดสักคน (ไม่รู้จักชื่อ) ทำขึ้นมา โดยเอาตัวละครในวันพีซมาเปลี่ยนสไตล์เป็นของนักวาดคนนี้ มีของขายเยอะมาก (แต่ผมว่ามันไม่ค่อยเด่นแฮะ)

    One Piece Shop Shibuya

    One Piece Shop Shibuya

    ฟิกเกอร์โรบิน ฉบับเอ็กซ์แตก

    One Piece Shop Shibuya

    ฟิกเกอร์รุ่นพิเศษ มีขายเฉพาะที่ร้านนี้ นามิในชุดของลูฟี่

    One Piece Shop Shibuya

    ช่วงนี้กำลังโปรโมทคนนี้ครับ (สไตล์ขายเด็กฮิปฮอปได้เลยนะนี่) Trafalgar Law มีชั้นของตัวเองโดยเฉพาะ

    One Piece Shop Shibuya

    มาเจอแหล่งถึงขนาดนี้แล้ว ติ่งวันพีซแบบเราๆ ก็เสียเงินไปพอประมาณครับ แต่ความเจ๋งของร้านยังไม่หมดแค่นี้ เพราะถ้าเราเดินออกนอกร้านไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านหลัง เราจะพบกับ... ห้องเก็บของ

    One Piece Shop Shibuya

    และ...

    One Piece Shop Shibuya

    สรุปคือแฟนๆ วันพีซไม่ควรพลาด ถ้ามาโตเกียวมันมาไม่ยากเพราะอยู่ในเมืองเลย กลางย่านชิบูยะ ถ้ามาแล้วก็ควรดั้นด้นมาสักหน่อย

    ร้านอย่างอื่นใน Parco

    ไหนๆ ก็มาถึง Parco แล้ว ขอแนะนำร้านอื่นที่อยู่ชั้นเดียวกันต่อเลยนะครับ มีร้านของการ์ตูนเรื่องอื่น (ที่ไม่ใหญ่เท่ากับวันพีซ) อีกเยอะเลย

    อันนี้เรื่องอะไรก็ไม่รู้แหะ ตกยุคแล้วเรา

    Parco

    Parco

    ร้านรวมสินค้าเกมจากหลายค่าย อันนี้คือ Pikmin ของนินเทนโด

    Parco

    มาริโอ้และโซนิค

    Parco

    หนังสือรวมภาพของแคปคอม

    Parco

    คาแรกเตอร์จาก LINE ก็มีชั้นของตัวเอง

    Parco

    Attack on Titan!!! ที่แปะปลั๊กไฟเจ๋งมาก

    Attack on Titans

    Titan มีเป็นชั้นของตัวเองเช่นกัน

    Attack on Titans

    ช่วงนี้ JoJo ถูกเอามาทำอนิเมะอีกครั้ง สินค้าเลยออกมาเพียบ

    JoJo Bizare Adventure

    JoJo Bizare Adventure

    Killer Queen!

    JoJo Bizare Adventure

    Iggy

    JoJo Bizare Adventure

    อันนี้เจ๋งมากครับ พิมพ์ทำน้ำแข็งลายตัวอักษรจากสแตนด์ Echo (ภาค 4)

    JoJo Bizare Adventure

    จบแล้วครับ ใครไปชิบูยะแล้วอยากไปเที่ยวอะไรแปลกใหม่ แถมบ้าการ์ตูนด้วยก็ไปเดินเล่นได้เลย


    0 0

    ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ e-book ในบ้านเราไม่เกิดสักเท่าไรก็เพราะ "ขาดหนังสือชื่อดัง"ระดับแม่เหล็กที่สามารถทำให้คนไม่เคยอ่านอีบุ๊กหันมาอ่านอีบุ๊กได้ อันนี้ผมเคยคุยกับสำนักพิมพ์บางแห่ง ได้รับคำตอบว่าเป็นเรื่องของ right ที่ขอมาเฉพาะการพิมพ์ลงกระดาษ พอไม่ได้ขอ right เวอร์ชันอิเล็กทรอนิกส์มาด้วย (เพราะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น) ก็เลยทำยาก

    เรื่องความนิยมในหนังสือดังๆ นี่เราสามารถเช็คได้จาก e-book ผิดลิขสิทธิ์ตามเว็บ (ที่สแกนกันเองหรือบางครั้งกางหนังสือแล้วพิมพ์กันใหม่เลยด้วยซ้ำ) มันแสดงให้เห็นว่าตลาดมีดีมานด์แบบไหน เพียงแต่ฝั่งผู้ขายยังไม่สามารถตอบสนองได้ดีนัก ผลเลยออกไปที่เนื้อหาแบบผิดลิขสิทธิ์ซะหมด

    วันก่อนเดินผ่านร้านนายอินทร์ เห็น "เพชรพระอุมา"เวอร์ชันอีบุ๊กแล้วก็ประทับใจว่า เริ่มมีคนเห็นแล้วว่าการผลักดันอีบุ๊กให้เกิดมันต้องมี big title แบบนี้มาช่วยดัน การทำอีบุ๊กแบบถูกลิขสิทธิ์ลักษณะนี้สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ดีกว่า ความถูกต้องของเนื้อหา รวมถึงความรู้สึกพรีเมียม (เช่น ปกแบบใหม่ที่สวยมาก) ด้วย

    ของแบบนี้คงยากที่จะขายเปรี้ยงปร้าง แต่มันน่าจะเติบโตแบบสั่งสมไปช้าๆ ในระยะยาว เราก็ได้แต่หวังว่าสำนักพิมพ์เมืองไทย (ที่ตามหลังเมืองนอกในเรื่องนี้นับทศวรรษ) จะเริ่มเอานิยายดังๆ ในอดีตกลับมาทำใหม่ในเวอร์ชันอีบุ๊กกันอีกเรื่อยๆ


    0 0

    ช่วงการเมืองร้อนแรง เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ทีไรก็มีนักวิชาการมากมายพยายามจะ "อธิบาย"สาเหตุของปรากฏการณ์ลักษณะนั้น อย่างตอนปี 53 ก็มีงานทั้งวิชาการ-กึ่งวิชาการจำนวนมากที่พยายามอธิบายว่า เสื้อแดงคือใคร และ ออกมาประท้วงทำไม

    ข้ามเวลามาปี 56 เราเห็นปรากฏการณ์ "คนเมือง"ออกมาประท้วงกันเป็นจำนวนมาก คำถามหลักก็คงคล้ายๆ กันว่าคนพวกนี้เป็นใคร และออกมาทำไม

    แต่ที่สื่อต่างชาติจะค่อนข้างงงกับการประท้วงรอบนี้คือ "ข้อเสนอ"ของกลุ่ม "คนเมือง" (ที่สะท้อนออกมาผ่านจุดยืนของ กปปส.) กลับเป็นข้อเสนอที่ไม่ตรงกับหลักประชาธิปไตยสากลสักเท่าไร เช่น สภาประชาชน นายกพระราชทาน งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ฯลฯ อะไรแบบนี้ สื่อต่างชาติเค้างงกันมากนะครับ (เดือนนี้มีฝรั่งโทรมาขอสัมภาษณ์ที่ออฟฟิศเยอะมาก) แน่นอนว่ามันคือ "ปรากฏการณ์"ที่น่าตั้งคำถามในเชิงวิชาการด้านสังคมศาสตร์แขนงต่างๆ

    คำอธิบายหนึ่งที่ออกมาแล้วและผมว่าทรงพลังพอสมควรคือบทความของ ดร.โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร ที่เขียนลงหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจเมื่อปลายเดือนที่แล้ว (ผมเพิ่งมีโอกาสได้อ่าน)

    ในทางการเมืองแล้ว ดร.โกร่ง มีตำแหน่งในรัฐบาลเพื่อไทย (แต่ก็ออกมาวิจารณ์รัฐบาลอยู่เรื่อยๆ) ดังนั้นก็พูดยากว่าจุดยืนของตัว ดร.โกร่ง นั้นเป็นกลางแค่ไหน ให้เนื้อหาเป็นสิ่งพิสูจน์ดีกว่า

    ดร.โกร่ง เริ่มจากอธิบายว่ามุมมองต่อ "การเลือกตั้ง"ของคนไทยเปลี่ยนไปมากหลังรัฐธรรมนูญปี 40 เปิดโอกาสให้ชาวบ้านสะท้อนความต้องการทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งได้ ซึ่งจะส่งผลไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้มีสิทธิลงคะแนนเองด้วย

    ผู้แทนราษฎรหรือพรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้งในท้องถิ่นนอกเมือง จึงมีลักษณะดังกล่าว ความรู้สึกที่ว่าควรจะเลือกพรรคมากกว่าเลือกบุคคลในระยะหลัง ก็เพราะการเลือกพรรคสามารถทำให้พรรคที่ตนเลือกสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ ดีกว่าบุคคลที่ไม่อาจจะหวังว่าจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

    ในระยะหลังประชาชนในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง สามารถเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่ตนจะเลือก เปลี่ยนตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วย หากสมาชิกสภาผู้แทนในเขตของตนไม่สามารถทำหน้าที่สนองความต้องการของตน ตามที่ตนคาดหวังได้

    แต่คนกรุงเทพ (หรือเมืองใหญ่) กลับไม่รู้สึกผูกพันกับการเลือกตั้งเท่า เพราะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว

    ต่างกับคนในกรุงเทพฯที่ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังการเลือกตั้งทั่วไปผ่านพ้นไป ตลอดเทอมของสภาผู้แทนอาจจะไม่เคยพบผู้แทนบางคนเลย หรืออาจจะลืมไปแล้วว่าใครเป็นผู้แทนของตนในสภา

    ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนในเมืองสามารถมีเส้นสายโยงใยใช้อภิสิทธิของตนได้อยู่แล้ว ข้าราชการก็ไม่กล้าจะปฏิบัติไม่ดีไม่งามกับตน อีกทั้งสื่อมวลชนหลักๆ ก็อยู่ในกรุงเทพฯ หรือมีตัวแทนผู้สื่อข่าวอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เป็นปากเป็นเสียงให้ผู้คนจึงมีอภิสิทธิโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ต้องอาศัยนักการเมืองหรือผู้แทนของตน หรือแม้แต่รัฐบาลท้องถิ่นคนกรุงเทพฯก็ไม่ได้หวังอะไร

    นอกจากนั้นบริการของรัฐไม่ว่าจะเป็น การศึกษา การสาธารณสุข การรักษาพยาบาล ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสาธารณูปโภค บริการของรัฐก็มีอยู่พร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งนักการเมืองหรือผู้แทนราษฎร

    นี่จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมคนเมืองจึงไม่ "ให้ค่า"กับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมากนัก ถ้ามีผู้แทนก็ขอคนที่ "มีชนชั้นเดียวกัน"กับตัวเองมาเป็นผู้แทนจะดีกว่า

    คนในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆ จึงไม่สู้ตระหนักถึงประโยชน์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จะปกครองโดยรัฐบาลที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง หรือเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่เกี่ยวข้องกับตน ขอให้ได้ "คนดี มีจริยธรรม"มีการศึกษา มีบุคลิกดี พูดจาเก่ง พอใจแล้ว เพราะเป็นคนในชั้นสังคมเดียวกับตน

    ในทางกลับกัน คนต่างจังหวัดจะไม่ให้ค่ากับ "ความเป็นคนดี"มากนัก แต่เน้นการเลือกผู้แทนที่สะท้อนผลประโยชน์ของตนมากกว่า

    รัฐบาลแต่งตั้งแม้จะได้คนดี มีจริยธรรม คนชั้นสูง การศึกษาดี มีฐานะ ไม่มีประวัติด่างพร้อย แต่ก็ไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้สัมผัสกับตน ไม่อาจจะสนองตอบต่อความต้องการของตน เป็นเพียงการต่อยอดของระบบราชการที่มีอยู่เท่านั้นเอง

    ประเด็นคำถามของผมก็คือ คำว่า "คนดี-มีจริยธรรม"มันเป็น myth หรือเปล่า?

    ในบทความยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีกที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้เท่าไร (เช่น เรื่องวุฒิสภา) ใครสนใจก็ตามไปอ่านต่อกันเองครับ

    บทความฉบับเต็ม

    Keyword:


    0 0

    Vote-buying claims nothing but dangerous nonsenseเป็นบทความของ อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร (เศรษฐศาสตร์ จุฬา) เขียนลง Bangkok Post เมื่อวันก่อนครับ

    ถ้าใครติดตามงานของ อ.ผาสุก มาบ้าง ก็จะทราบว่าท่านเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเมืองที่เก่งมากๆ คนหนึ่ง (ผมเคยมีโอกาสเรียนด้วยเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ประทับใจนะ)

    บทความนี้ อ.ผาสุก เขียนถึง "วาทกรรม"ที่ว่า "รัฐบาลเพื่อไทยชนะเพราะซื้อเสียง"ว่ามันไม่สะท้อนกับความเป็นจริงของระบอบการเมืองไทยอีกต่อไปแล้ว

    ระบอบการเมืองไทยนั้นมีการซื้อเสียงจริง แต่ชาวบ้านเองก็มีวิวัฒนาการในการหัด "รับเงินจากทุกพรรค"แล้ว "เลือกคนที่ตัวเองชอบอยู่ดี"โดยการเลือกตั้งช่วงทศวรรษ 90s นั้นมีการเลือกตั้งนานๆ ครั้งคือ 3-4 ปี และ ส.ส. ก็ไม่มีการยึดโยงกับประชาชนมากนัก คนก็ไม่ค่อยออกมาเลือกตั้งสักเท่าไร

    แต่หลังรัฐธรรมนูญปี 40 ทำให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นรัวๆ ไม่ใช่แค่เลือก ส.ส. แต่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นมากมาย การเลือกตั้งแบบนี้ทำให้คนหันมาเลือก "ผู้แทนที่ฉันรู้จัก"เพราะเห็นผลชัดเจนว่าเลือกใครแล้วเกิดผลอย่างไร (ต่างกับการเลือก ส.ส. เข้าไปออกกฎหมายที่ไกลตัวมาก) ประชาชนเลยให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากขึ้นกว่าเดิมมาก อัตราการออกมาใช้สิทธิเลยสูงขึ้นมากในระยะหลัง

    ในงานวิจัยเกี่ยวกับคนเสื้อแดงช่วงปี 53 ก็มีเสื้อแดงคนหนึ่งให้สัมภาษณ์นักวิจัยที่ไปเก็บข้อมูลว่า

    Bangkok people already have a good life, they don't need elections for change, but we do.

    แน่นอนว่าการซื้อเสียงยังคงอยู่ แต่มันไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดการเลือกตั้งอีกต่อไป เพราะการเมืองไทยเริ่มเข้าสู่ระบบ "ภูมิภาคนิยม"อย่างชัดเจน พรรคเพื่อไทยชนะถล่มทลายในภาคเหนือ-อีสาน ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยึดครองภาคใต้เบ็ดเสร็จ

    ด้วยสภาพการเมืองแบบนี้ อ.ผาสุก ตั้งคำถามว่า พรรคการเมือง (ทั้งสองพรรค) จะซื้อเสียงเพิ่มเติมในภูมิภาคที่ตัวเองชนะแน่ๆ อยู่แล้วไปทำไม?

    ตกลงแล้ว การซื้อเสียงยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและชี้ขาดการเลือกตั้งอยู่อีกหรือไม่? และวาทกรรม "ไม่ควรเลือกตั้งเพราะนักการเมืองซื้อเสียง"มีน้ำหนักอยู่งั้นหรือ?

    Keyword:


    0 0

    ดูคลิปนายกช่วงนี้แล้วคิดว่าเข้ากับเพลง "แตกต่างเหมือนกัน"ของ Getsunova เพลงประกอบซีรีส์ Hormones มากๆ โดยเฉพาะท่อนฮุก "บนเส้นทางที่ต่าง มีใครสักคนไหม ที่มองเห็นทุกอย่าง เข้าใจที่ฉันเป็น" (คลิปต้นฉบับ)

    ว่าแล้วก็เลยมีไอเดียอยากทำ parody บ้างครับ (อยากได้ต้องทำเอง) ปัญหาคือไม่ค่อยมีความรู้เรื่องตัดคลิปเท่าไรนัก และคลิปต้นฉบับใช้เทคนิคย้อนวิดีโอกลับหลัง (reverse) เลยต้องไปศึกษาดูว่าต้องทำอย่างไร เอาแบบง่ายๆ โง่ๆ

    ทางออกง่ายมากคือมีฟรีแวร์เจ๋งๆ ตัวนึงชื่อ Video Time Reversalที่ทำงานได้อย่างเดียวคือการเล่นทวนวิดีโอให้เรา แล้วค่อยเอาไปตัดด้วยโปรแกรมอื่นอีกที

    ที่เหลือก็หาคลิปเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องหลายๆ อันมาทำเป็นวิดีโอย้อน แล้วยำๆ เข้าด้วยกัน ใส่เพลงเข้าไป เป็นอันจบข่าว (ผมใช้ Movie Maker ง่ายๆ โง่ๆ เลย)

    Keyword:


    0 0

    กระแสหนึ่งในโลกไอทีโดยเฉพาะฝั่งอเมริกาช่วงนี้คือ การนำซอฟต์แวร์มา (ควบคุม|บริหารจัดการ) กลไกต่างๆ ในชีวิตความเป็นจริงที่ในอดีตไม่ได้ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์เช่น ระบบบำบัดน้ำเสียเดิมถูกควบคุมโดยกลไกเชิงกล หรือ ระบบโทรคมนาคมที่เดิมที่ถูกควบคุมด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์

    ข้อดีของการใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมคือ ระดับความยืดหยุ่น+ความฉลาด (ที่เรามักเอาคำว่า smart ไปแปะโน่นนี่นั่น) ที่มากกว่ากลไกแบบเดิมมาก เราสามารถควบคุมสั่งงานได้จากระยะไกล มอนิเตอร์ข้อมูลได้ละเอียด และเขียนโปรแกรม "สมองกล"ตัดสินใจแทนมนุษย์เพื่อความสะดวกและแม่นยำที่ดียิ่งขึ้น

    คำศัพท์ที่มาแรงที่สุดน่าจะเป็น Software Defined Networking (SDN) ที่บริษัทเครือข่ายหน้าใหม่ๆ หลายรายพยายามคิดขึ้นมาเพื่อโค่นอาณาจักรของ Cisco ลง, แต่ช่วงหลังก็มีสารพัดชื่อห้อยแล้วแต่จะคิดกันออกผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เช่น Software Defined Datacenter หรือ Software Defined Storage ฯลฯ

    ในวงการเลยมีคำประชดขึ้นมาว่าเป็น Software Defined Everthing มันซะเลย

    นักคิดที่สำคัญคนหนึ่งของแนวทางสายนี้คือ Marc Andreessen อดีตผู้ก่อตั้ง Netscape (ฮีโร่คนหนึ่งของผมในยุค 90s) ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นนักลงทุนรายใหญ่กับบริษัท Andreessen Horowitz (ชื่อมันยาว บางคนเลยนิยมย่อ a16z)

    Andreessen เขียนบทความที่สำคัญชิ้นหนึ่งชื่อ Why Software Is Eating The Worldลงพิมพ์ใน Wall Street Journal เมื่อปี 2011 ซึ่งถือเป็น defining moment ของแนวคิดสายนี้เลยก็ว่าได้

    แนวคิดของ Andreessen คือพลังประมวลผลและเทคโนโลยีเครือข่ายที่พัฒนาขึ้นมากในรอบ 10 ปี ทำให้ "ซอฟต์แวร์" (ซึ่งเป็นสิ่งที่ขี่อยู่บน computing/networking resource เหล่านี้) มีความสามารถที่จะไปพลิกชะตาของวงการอื่นๆ ได้สักที เราจึงเห็น "ไอ้ซอฟต์แวร์อาละวาด" (กรุณาอ่านด้วยสำเนียงเดียวกับ "ไอ้มดแดงอาละวาด") ไล่บุกถล่มฐานทัพของผู้ยิ่งใหญ่ในวงการต่างๆ โดยเอาชนะด้วยรูปแบบการทำธุรกิจที่เหนือกว่า เร็วกว่า ประสิทธิภาพดีกว่า และถูกกว่า

    ตัวอย่างที่เขายกขึ้นมาประกอบคำอธิบายคือ วงการหนังสือ

    • ปี 2001 ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ Borders เอาท์ซอร์สธุรกิจขายหนังสือออนไลน์ให้ Amazon ดูแล ด้วยเหตุผลว่า "การขายหนังสือออนไลน์ไม่ใช่ยุทธศาสตร์สำคัญ"
    • ปี 2011 Borders ล้มละลาย, Amazon กลายเป็นเจ้าโลกค้าปลีกออนไลน์, จุดเด่นของ Amazon ไม่ใช่การค้าแต่เป็น "ซอฟต์แวร์"ที่ช่วยให้ขายอะไรก็ได้ในโลกนี้, หนังสือในฟอร์แมต Kindle เปลี่ยนจากกระดาษกลายเป็นซอฟต์แวร์

    วงการบันเทิงในบ้าน Netflix ถล่มร้านเช่าวิดีโออย่าง Blockbuster ตายหยังเขียดไปแล้ว และก้าวต่อไปคือการไปลุยกับบริษัทเคเบิลทีวีอย่าง Comcast, วงการหนัง เราเห็นภาพชัดเจนมากกว่า Pixar ในฐานะบริษัทที่สร้างหนังด้วยซอฟต์แวร์ กำลังกลืนกิน Disney จากภายใน (และ Disney ก็ต้องหนีตายโดยการซื้อ Pixar)

    เมื่อเห็นแนวโน้มชัดเจนว่า ทุกๆ วงการกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ดังนั้น a16z ก็จะลงทุนในบริษัทลักษณะนี้ (นะจ๊ะ)

    ผ่านเวลามาสองปีกว่า a16z เพิ่งประกาศพาร์ทเนอร์รายใหม่เป็น Balaji S. Srinivasan หนุ่มเชื้อสายอินเดียอายุแค่ 33 ปี เขาเป็นเจ้าของแนวคิดคล้ายกันแต่คนละชื่อเรียกว่า Software Is Reorganizing the World

    Sarah Lacy แห่งเว็บ PandoDaily เขียนถึง Balaji S. Srinivasanโดยใช้คำพูดที่งดงามว่าเจ้าหมอนี่จะทำงานให้ a16z ด้านการลงทุนในจุดที่

    the collision of atoms and bits


    0 0

    นิยายที่กำลังอ่านอยู่ช่วงนี้คือ "เทพบุตรกู้บัลลังก์" (บล็อกตอนก่อน) ตอนนี้ออกมาถึงเล่ม 7 แล้ว

    เทพบุตรกู้บัลลังก์

    เทพบุตรกู้บัลลังก์เป็นนิยายเชิงการทหาร-ประวัติศาสตร์จีนในซีรีส์ "สุยถัง"ของจิ่วถู (ถือเป็นภาคสามในซีรีส์) โดยเนื้อเรื่องภาคนี้จับประวัติศาสตร์ช่วงปลายรัชกาลถังเสวียนจงฮ่องเต้ ซึ่งเกิดเหตุการณ์กบฏ (ที่ไม่สำเร็จ) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนคือ กบฏอันลู่ซาน

    หลังจากปูพื้นเนื้อหามานาน 6 เล่ม ในที่สุดในเล่ม 7 นี้ แม่ทัพหัวเมืองเหนือ "อันลู่ซาน"ก็ก่อกบฏต่อราชวงศ์ถัง บุกเข้ามาเกือบประชิดนครหลวงฉางอานแล้ว

    นิยายจีนเท่าที่อ่านส่วนใหญ่ไม่ค่อยเน้นประวัติศาสตร์ช่วงกลางราชวงศ์มากนัก มักเน้นช่วงรอยต่อระหว่างราชวงศ์ที่มีเนื้อเรื่องจำพวก "เสียเมือง-กู้ชาติ"ที่โรแมนติกกว่า พอมาเจอเรื่องนี้ที่จับประวัติศาสตร์ช่วงกลางๆ ของราชวงศ์ ก็ถือว่าน่าสนใจมาก และทำให้ผมต้องตามไปอ่านประวัติศาสตร์ช่วงนี้เป็นการใหญ่

    หลังจากอ่านจบเล่ม 7 แล้ว เลยทำให้ต้องมานั่งคิดพิเคราะห์ดูว่า เหตุการณ์กบฏอันลู่ซานเกิดขึ้นได้อย่างไร จนส่งผลให้ราชวงศ์ถังอันเกรียงไกรแทบทรุดและเกือบจะล่มสลายลง (แน่นอนว่าคนตายเป็นเบือ)

    ประเด็นหลักคงเกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในช่วงปลายรัชกาลของถังเสวียนจงฮ่องเต้ ที่ตัวฮ่องเต้ (ซึ่งชรามากแล้ว) หันไปลุ่มหลงพระสนม "หยางกุ้ยเฟย" (หนึ่งในสี่สาวงามของจีน) และปล่อยให้การบริหารราชการแผ่นดินตกไปอยู่ในมือของขันทีใกล้ชิด (พล็อตคล้ายๆ กันเกือบทุกทีเวลาจักรพรรดิจีนมีปัญหา) การช่วงชิงอำนาจของขุนนางชั้นสูงในช่วงปลายรัชกาล โดยเฉพาะตำแหน่งอัครเสนาบดี (เทียบเท่านายก) ก็ส่งผลสะเทือนต่อรัชกาลแบบเงียบๆ มานาน

    ตอนอยู่ที่นครฉางอาน ยังรู้สึกไม่สบายใจ ถึงกับหวาดกลัวอยู่บ้าง ใช่หรือไม่

    พบว่าไม่ถูกต้อง ใช่หรือไม่? บอกต่อเจ้าตามตรง เรารู้สึกได้แต่แรก ไม่เพียงแต่เรา แทบทุกคนรู้สึกได้ แต่ไม่ว่าเบื้องบนถึงเบื้องล่างล้วนนึกหาวิธีแก้ไขไม่ได้ ได้แต่หลับหูหลับตาอุดใบหู แสร้งเป็นไม่ได้ยินอันใด หลอกตัวเองว่าเป็นยุครุ่งเรือง

    นอกจากนี้ยังมีประเด็นเสริมกับนโยบายด้านการทหารช่วงปลายรัชกาล ที่ให้อำนาจกับ "แม่ทัพหัวเมือง"มากขึ้นเรื่อยๆ แม่ทัพเหล่านี้กุมอำนาจสูงสุดในภูมิภาครอบนอก มีกำลังทหารแกร่ง (เพราะต่อสู้กับชนเผ่าตามพรมแดนตลอด) แถมยังมีอำนาจด้านการบริหารเฉกเช่นพลเรือน เก็บภาษีได้ บริหารงานได้ (เทียบเท่ากับผู้ว่า+แม่ทัพ) และแม่ทัพบางคนก็กินตำแหน่งควบหลายมณฑล (อันลู่ซานกินตำแหน่ง 3 มณฑล)

    สุดท้ายก็ผสานกับความสงบสุขตลอดรัชกาล (ถังเสวียนจงครองราชย์นานถึง 43 ปี ช่วงต้นรัชกาลรุ่งเรืองมาก) ทำให้แม่ทัพนายกองในนครหลวงอยู่สุขสบาย และคนที่เคยเห็นสงครามจริงๆ ก็ตายหมดรุ่นไปนานแล้ว พอมาเจอการกบฏของ "ทหารบ้านนอก"ที่รบทัพจับศึกทุกวัน ทำให้พ่ายแพ้ไม่เป็นท่า

    ทั้งหมดนั่นคือปัญหาในภาพใหญ่ที่เป็นสาเหตุให้เกิดกบฏ

    แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซ้อนไปกว่านั้นคือ พอเกิดกบฏจริงๆ ยุทธศาสตร์การตั้งรับของราชวงศ์ก็ผิดพลาดหลายอย่าง

    • มอบหมายให้แม่ทัพชาญศึกไปรับมือ แต่ฮ่องเต้กลับไม่กล้ามอบกำลังพลให้ เพราะกลัวแม่ทัพเหล่านี้ก่อกบฏอีก
    • ปล่อยให้ขันทีเป็นผู้บัญชาการศึกจากในวัง ทำให้ขันทีที่ไม่พอใจแม่ทัพบางคน (ซึ่งมาคนละสายกับตัวเอง) อ้างโน่นนี่และประหารฆ่าแม่ทัพเก่งๆ ไปมาก

    ความผิดพลาดของราชวงศ์ถังในการรับมือกับกบฏ ทำให้ต้องเสียนครหลวงถึง 2 แห่ง (ราชวงศ์ถังใช้เมืองหลวงสองเมืองคือ ลั่วหยางกับฉางอาน) ฮ่องเต้ต้องหนีลงใต้แบบหัวซุกหัวซุน

    ที่น่าสนใจคือราชวงศ์ถังโดนถล่มเละไปซะขนาดนั้นแล้ว ฝ่ายกบฏเองกลับอยู่ในสภาวะ "ชนะการศึกแต่ไม่สามารถปกครองได้"และต้องล่มสลายลงไปเองในที่สุด (ระดับผู้นำฆ่ากันเองไปหลายรอบ) แถมราชวงศ์ถังที่กรอบแกรบทรุดโทรมยังสามารถ "คัมแบ็ค"กลับมาได้ดังเดิม (แม้จะไม่ดีเท่าเดิม) และอยู่ต่อได้อีกนาน 150 ปี

    Keyword: 


    0 0
  • 12/21/13--02:49: First Avenue Tokyo Station
  • สถานีโตเกียว (Tokyo Station) เป็นสถานที่อีกแห่งของโตเกียวที่อาจไม่ดังเท่าย่านยอดฮิตอย่างชินจูกุ กินซ่า ชิบูย่า แต่เอาเข้าจริงแล้วมันมีความสำคัญทั้งในแง่เป็นฮับของการเดินทางโดยรถไฟ และในแง่สถานที่ทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นยุคใหม่ด้วย

    Marunoichi Building

    เมื่อกล่าวถึงสถานีโตเกียว ความหมายของมันมี 2 อย่างคือ "สถานีรถไฟ"โตเกียว และ "สถานีรถไฟใต้ดิน"โตเกียว ที่อยู่ติดกัน

    สถานีรถไฟโตเกียว

    สำหรับสถานีรถไฟโตเกียว ถือเป็นกิโลเมตรที่ศูนย์ของระบบรถไฟในญี่ปุ่น เพราะรถไฟระหว่างเมืองของญี่ปุ่นโดยเฉพาะชินคันเซ็น จะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นี่ (อาจมีบางขบวนที่ไปตั้งต้นที่สถานีอูเอโนะแทน หรือผ่านไปชินจูกุบ้าง แต่สถานีโตเกียวคือจุด starting point จริงๆ)

    ทริปนี้ของผมไม่ได้ขึ้นชินคันเซ็นที่สถานีโตเกียวเลยสักขบวน เนื่องจากพักอยู่แถวชินจูกุซึ่งเป็นเมืองฝั่งตะวันตก ก็เลยหันไปขึ้นสถานีรถไฟฝั่งตะวันตกอย่างอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) หรือโอมิยะ (Omiya) แทน ไม่ได้ขึ้นต้นสายที่สถานีโตเกียวเลย แต่ไหนๆ มาโตเกียวทั้งทีก็ขอมาเดินเล่นดูสักหน่อย

    จุดเด่นของสถานีโตเกียวคือตัวอาคารหลักที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1914 (เกือบครบ 100 ปีแล้ว) ซึ่งมีสถาปัตยกรรมทรงยุโรปที่สวยงาม ตึกทาสีแดงเด่น กลายเป็นจุดถ่ายรูปสำคัญสำหรับคนมาแถบๆ นี้ (ได้ข่าวว่าตอนนี้ชั้นสองและสามของสถานี กลายเป็นโรงแรมรถไฟแบบคลาสสิคไปแล้ว)

    Marunoichi Building

    Marunoichi Building

    ฝั่งตรงข้ามสถานีเองก็เป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่เคยอยู่รายรอบสถานีโตเกียว ศูนย์กลางด้านการคมนาคมในอดีต ย่านนี้เรียกว่า Yaesu โดยถือเป็นประตูด้านทิศตะวันออกของสถานีโตเกียว (ส่วนพระราชวังอิมพีเรียล จะอยู่ด้านตะวันตกของสถานี)

    Marunoichi Building

    ภายในสถานีก็มีโฆษณาของชินคันเซ็นรุ่นต่างๆ (ในฐานะ "บ้าน"ของชินคันเซ็น) ภาพที่เห็นก็คือรถไฟสายโทโฮคุขบวนใหม่ Super Komachi กับ Hayabusa ที่กำลังเป็นพระเอกของ JR หรือบริษัทรถไฟญี่ปุ่นในปัจจุบัน (ซึ่งเราจะกล่าวถึงในบล็อกตอนต่อๆ ไป)

    JR Shinkansen

    นอกจากชินคันเซ็นแล้ว รถไฟเส้นสำคัญที่ผ่านสถานีโตเกียวก็คือ JR Yamanote Line ซึ่งเป็นรถไฟสายสำคัญที่วิ่งรอบเมืองโตเกียวอยู่แล้ว (และคนที่ไปโตเกียวก็น่าจะรู้จักกันทุกคน เพราะผ่านย่านสำคัญๆ ทั้งหมด) ถ้าเดินทางด้วย Yamanote Line มาที่นี่ก็สะดวกมาก

    บริษัทรถไฟ JR สาขาต่างๆ ก็มาเปิดช็อปของตัวเองด้วย อย่างในภาพเป็นช็อปของ JR Hokkaido ก็เต็มไปด้วยโบรชัวร์ท่องเที่ยวมากมาย (ภาษาญี่ปุ่นล้วน อ่านไม่ออก)

    Shopping at Tokyo Station

    สถานีรถไฟใต้ดินโตเกียว

    ตัวสถานีรถไฟใต้ดินโตเกียวนั้นตั้งอยู่ข้างๆ กัน มีรถไฟใต้ดินผ่านหนึ่งสายคือ Marunouchi Line (สายสีแดง) ที่วิ่งทะลุกลางเมืองไปโผล่แถวชินจูกุได้ด้วย

    ตัวสถานีรถไฟใต้ดินก็คงไม่มีอะไรพิเศษครับ (มีแต่โฆษณา HP นะในช่วงที่ไป มีทุกเสาเลย หลอน)

    HP at Tokyo

    ร้านขายขนมและของฝาก

    Tokyo Station

    Tokyo Banana ของฝากชื่อดัง โฆษณากันอย่างนี้เลย (รสชาติพิเศษลายแมว)

    Tokyo Banana

    แต่จุดเด่นของสถานีโตเกียวจริงๆ คือถนนคนเดินชั้นใต้ดินที่ชื่อว่า "First Avenue Tokyo Station"ครับ

    First Avenue Tokyo Station

    First Avenue Tokyo Station เป็นห้างสรรพสินค้าใต้ดินติดแอร์เย็นสบาย เต็มไปด้วยร้านค้าร้านอาหารมากมาย มีชื่อเสียงในฐานะแหล่งช็อปปิ้งสำคัญอีกแห่งของโตเกียวไปแล้ว

    ทางเดินลงไป First Avenue จากสถานีรถไฟใต้ดิน

    Tokyo Station

    ป้ายโฆษณาว่ามีอะไรบ้าง

    Tokyo Station

    Rokurinsha Tokyo - Ramen Street

    เอาเรื่องกินก่อนครับ นอกจากภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านกาแฟ จำนวนมากแล้ว ที่นี่ยังมี "ถนนราเม็ง" (เดิมชื่อ Ramen Street มั้ง ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น We Ramen แทนแล้ว เพิ่ง renovate ใหม่ไปเมื่อเดือนกันยายนนี้เอง)

    Shopping at Tokyo Station

    We Ramen มีร้านราเม็งหลายขนานให้เลือกรับประทาน บางร้านคนเยอะ บางร้านคนน้อย แต่ร้านที่เป็นเป้าหมายของเราคนเยอะมากๆ ตั้งแต่ไปถึงครับ รอคิวกันนานเลยแหละ ตอนต่อคิวต้องอ้อมรอบร้านครึ่งรอบเลยทีเดียว

    Ramen at Tokyo Station

    โลโก้ของร้านเป็นรูปรวงผึ้ง ชื่อร้านคือ Rokurinsha Tokyo

    Ramen at Tokyo Station

    ภายในร้านครับ ร้านเล็กๆ คนนั่งกันเต็ม ตอนซื้อต้องกดตู้หน้าร้านแล้วยื่นตั๋วให้พนักงาน

    Ramen at Tokyo Station

    ระหว่างรอพนักงานก็จะเอาเมนูมาแจกให้ดูกันก่อน รายการอาหารมีไม่เยอะ (ตามปกติของร้านอาหารในญี่ปุ่นทั่วไป) ราเม็งร้านนี้จะไม่เสิร์ฟเส้นโดยราดน้ำซุปมาด้วย แต่จะแยกเส้นกับซุบแล้วให้เราคีบเส้นจุ่มซุบแทน

    Ramen at Tokyo StationRamen at Tokyo Station

    จานที่เลือกคือชุดมาตรฐาน 950 เยน แต่สั่งผิดพลาดไปหน่อยเลยได้ไข่ต้มเพิ่มมาอีก 2 ลูก!!!

    น้ำซุปราเม็งร้านนี้เป็นซุปข้นใส่ปลาแห้งครับ อร่อยมากๆ แต่จะออกเค็มถ้ากินเปล่าๆ ต้องกินกับเส้นจึงจะกำลังดี (แต่ให้เส้นมาเยอะมาก สรุปว่ากินเส้นไม่หมด) ก็คุ้มค่ากับการรอเป็นชั่วโมงแต่เนื่องจากรูปแบบอาหารพิสดารไปสักหน่อย ไม่ใช่อาหารที่คุ้นเคยเลยรู้สึกยังไม่ค่อยสุดเท่าไร

    Ramen at Tokyo Station

    ร้านขนม

    กินเสร็จแล้วก็เดินครับ ตอนแรกกะว่าจะใช้เวลาในนี้ไม่นานแล้วไปเที่ยวที่อื่นต่อ ปรากฏว่าของเยอะมากและน่าสนใจมาก หลงมัวเมากันอยู่ในนี้แหละไม่ต้องไปไหน

    ใกล้ๆ กับร้านราเม็งมีร้านขายขนมกล่องครับ KitKat สารพัดรส ซื้อกลับกันได้ตามสบาย

    KitKat

    มีรสแปลกๆ อย่างรสวาซาบิ (กลิ่นวาซาบิแต่ไม่เผ็ดนะ) และรสภูเขาไฟฟูจิ (เป็นรสชีสเค้ก) ด้วย

    KitKat

    ช่วงที่ไปเป็นเดือนตุลาคมพอดี ก็มีรสฟักทองสำหรับฮัลโลวีน

    KitKat

    ญี่ปุ่นเป็นชาติบ้าเมลอน ก็มีเมลอนจำลองแบบนี้ด้วย อันนี้ไม่ได้ซื้อมาไม่รู้เป็นไง

    KitKat

    ที่น่าสนใจมากๆ คือช่วงกลางๆ ของ First Street มีร้านของ "บริษัทขนม"ที่เราคุ้ยเคยอย่าง Glico และ Calbee มาเปิด มีผลิตภัณฑ์ขายแทบทุกอย่าง เอาแค่คนญี่ปุ่นต่อคิวซื้อกันเองก็ถล่มทลายแล้ว

    ร้านของกูลิโกะครับ ป๊อกกี้สารพัดรส

    Shopping at Tokyo Station

    มีของแจกเป็นป๊อกกี้ยักษ์เป่าลมด้วยนะ ฮา

    Shopping at Tokyo Station

    Pretz ก็มี

    Shopping at Tokyo Station

    Collon กระป๋องยักษ์

    Shopping at Tokyo Station

    Pretz รสราเม็ง โอ้วพระเจ้า

    Shopping at Tokyo Station

    อันนี้ของเจ๋งอีกอันครับ มันคืออัลมอนด์เคลือบช็อคโกแลต ทำให้ดูกันสดๆ ตรงนั้น ตักใส่กล่องห่อให้เลย

    Shopping at Tokyo Station

    ขนมของร้าน Calbee เป็นมันฝรั่งทอดแล้วท็อปปิ้งด้วยหน้าต่างๆ คนญี่ปุ่นซื้อกันเยอะมาก แถวยาวมากเลยไม่ได้ลอง

    Shopping at Tokyo Station

    ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของร้าน Calbee

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    ของเล่น Character Street

    ใกล้ๆ กับโซนของกินก็จะมีโซนที่เรียกว่า Character Street รวมร้านขายของที่ระลึกของการ์ตูนหรือคาแรกเตอร์ดังๆ มาไว้รวมกัน แน่นอนว่าเด็กเยอะมากถึงมากที่สุด

    Shopping at Tokyo Station

    ร้านแรกที่ผมมุ่งตรงไปย่อมหนีไม่พ้น JUMP Shop ร้านของนิตยสารโชเนนจั๊มป์ รวมคาแรกเตอร์ของการ์ตูนทั้งหมดในเครือ (แน่นอนว่า วันพีซเด่นที่สุดอยู่แล้ว)

    Shopping at Tokyo Station

    มุมวันพีซครับ เนื่องจากไปร้านที่เกี่ยวข้องกับวันพีซมาเยอะแล้วเลยไม่ค่อยตื่นเต้นนัก

    Shopping at Tokyo Station

    ของเจ๋งๆ ก็มีบ้าง เช่น แกงกะหรี่นายพลอาไคอินุ กินแล้วรับรู้รสชาติของลาวากันเลยทีเดียวสินะ

    Shopping at Tokyo Station

    โคล่าของแฟรงกี้

    Shopping at Tokyo Station

    ผลปีศาจ! (ข้างในเป็นลูกอม)

    Shopping at Tokyo Station

    เก่าหน่อยก็มีครับ ถั่วเซ็นสึจากดราก้อนบอล

    Shopping at Tokyo Station

    บอกตามตรงว่า ผมมาเข้าใจที่มาที่ไปของตัวละครบางตัวในวันพีซก็เวลามาร้านขายของพวกนี้แหละ บางตัวนี่มันเขียนขึ้นเพื่อขายของชัดๆ!!! (แต่เนียนกว่า Gundam SEED Destiny มาก) อย่างตัว Perona นี่มันออกมาจับตลาดสาวหวานแหววชัดๆ

    Shopping at Tokyo Station

    คอสตูมพิเศษของวันพีซช่วงต่างๆ ก็ขายได้หมดครับ ไม่ว่าจะเป็นโซโรในชุดสูท หรือสโมกเกอร์เวอร์ชันสลับวิญญาณ มีของขายทั้งหมด

    Shopping at Tokyo Station

    ญี่ปุ่นช่วงนี้ยังอยู่ในโหมดบ้า Tokyo Sky Tree ดังนั้นคาแรกเตอร์ทุกตัวในญี่ปุ่นก็จะมีเวอร์ชันพิเศษกับ Sky Tree มาขาย (ทั้งที่บางอย่างมันดูไม่เกี่ยวข้องกันแบบสุดๆ)

    Shopping at Tokyo Station

    มาดูเรื่องอื่นกันบ้าง โจโจ้อนิเมะกำลังออกฉายใหม่ สินค้าที่เกี่ยวกับโจโจ้ก็จะเห็นกันเยอะหน่อย

    Shopping at Tokyo Station

    ฟิกเกอร์ พวงกุญแจ เข็มกลัด ของเรื่องโจโจ้เยอะแยะมากมาย (แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เอามาทำหุ่นแล้วไม่สวยนะ)

    Shopping at Tokyo Station

    ไม่โอตาคุจริงๆ ไม่รู้จักแน่นอนครับ เสื้อแจ็กเก็ตปักลายของมูลนิธิ Speed Wagon ยังมีขายเลย ใส่แล้วคุณก็จะกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักของตระกูลโจสตาร์

    Shopping at Tokyo Station

    อันนี้ก็เจ๋งครับ "หน้ากากศิลา"จากภาค 2

    Shopping at Tokyo Station

    นารุโตะ ดังมากในอเมริกาแต่ในญี่ปุ่นก็เฉยๆ ส่วนของขายที่เจ๋งก็มีแค่กระเป๋าตังกบแบบเดียวกับที่นารูโตะใช้ในการ์ตูน

    Shopping at Tokyo Station

    ย้อนยุคกันอีกหน่อยกับ Slam Dunk ของขายมีไม่เยอะเท่าไรแต่ก็แก้คิดถึงกันได้

    Shopping at Tokyo Station

    ร้านอื่นๆ ครับ Suzy's Zoo (ผมก็ไม่รู้จักเหมือนกัน) แต่ทุกอย่างพ่วงขายกับ Sky Tree ได้หมด

    Shopping at Tokyo Station

    Tomica Shop รถยนต์ของเล่นในเครือ Tomy

    Shopping at Tokyo Station

    มีซุ้มสอนให้เด็กญี่ปุ่นดูด้วยว่า กว่าจะได้รถของเล่นมาคันนึง ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

    Shopping at Tokyo Station

    สินค้าพิเศษหน้าร้าน มีรถรุ่นพิเศษเวอร์ชัน Rilak Kuma เพิ่งขายพอดี

    Shopping at Tokyo Station

    เป็นเด็กญี่ปุ่นมาเที่ยวร้านแบบนี้คงมันส์มากเลยนะ

    Shopping at Tokyo Station

    ร้านของ Tomica นอกจากรถยนต์แล้วก็มีรถไฟด้วย คนญี่ปุ่นเป็นติ่งรถไฟ รถไฟคือฮีโร่

    Shopping at Tokyo Station

    สารพัดรถไฟของเล่นครับ

    Shopping at Tokyo Station

    รถไฟชินคันเซ็นรุ่นล่าสุด Hayabusa และ Super Komachi กลายเป็นฮีโร่แห่งชาติ มีของขายทุกอย่าง

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    มาดูของแนวน่ารักกันบ้าง อันนี้ Rascal the Raccoon ตัวที่อยู่ในกระบะนั้นกลิ้งได้ด้วย (ใส่ถ่าน)

    Shopping at Tokyo Station

    กองทัพแรคคูนจู่โจม!

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    Donguri Garden ร้านนี้รวมคาแรกเตอร์น่ารักจากหลายแบรนด์ ที่เด่นๆ คือ Studio Ghibli (ของขายมีเยอะกว่าใน Ghibli Museum อีกนะ)

    Shopping at Tokyo Station

    โทโทโร่สารพัดแบบ

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    Moomin ก็มี

    Shopping at Tokyo Station

    ร้านของพวกสถานีทีวีครับ น่าจะมากันเกือบครบทุกสถานี (อันนี้ของ Fuji TV) เผอิญเราไม่ได้ดูทีวีญี่ปุ่นก็เลยไม่อิน

    Shopping at Tokyo Station

    บรรยากาศทั่วไปใน Character Street มาวันหยุดคนเยอะมากๆ

    Shopping at Tokyo Station

    ร้านของ Sanrio มีสารพัด Kitty ตามคาด

    Shopping at Tokyo Station

    ร้านของ Rilakkuma ใหญ่โตกว่าร้านอื่นๆ สาวญี่ปุ่นเพียบ สาวไทยก็เพียบ

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    อย่างที่บอกไปว่า Sky Tree กำลังฮิตครับ ดังนั้นทุกอย่างจึงมีเวอร์ชัน "กอด Sky Tree"หมด

    Shopping at Tokyo Station

    ผมเฉยๆ กับ Rilak แต่มาเจอไอ้นี้เข้าไปก็แทบกรี๊ด K-Spot ร้านขายของ Dragon Quest

    Shopping at Tokyo Station

    มีทุกอย่าง โล่แห่งโรโตะ คิงสไลม์ และล่าสุดคือสินค้าจาก Dragon Quest X

    Shopping at Tokyo Station

    ของจะคล้ายๆ ที่ร้าน Square Enix แต่บางอย่างก็เยอะกว่านะ (ร้านนี้ DQ ล้วน ไม่มีฝั่ง Square เลย)

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    ปิดท้ายด้วยร้าน Ultraman โดย Tsuburaya Production เผอิญว่าหลังๆ ไม่รู้จัก Ultraman รุ่นใหม่ๆ สักตัวเลยไม่ค่อยอิน (คนก็ไม่ค่อยเข้าเท่าไร)

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    Matsuzo Potato

    ร้านนี้เดินผ่านหลายรอบรู้สึกว่าดูดีมาก เลยลองดูหน่อยครับ เขาขาย "มันอบ"หน้าตาดูไฮโซมาก

    Shopping at Tokyo Station

    ขนมอย่างอื่นก็มี แต่มันดูจะโดดเด่นที่สุด ก็เลยซื้อมาลองบ้าง

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    Shopping at Tokyo Station

    น่าเสียดายว่าซื้อไปขณะที่ยังอิ่มมาก เลยไม่ได้กินทันทีแต่เก็บเอาไว้กินที่โรงแรม มันเลยเย็นและไม่อร่อยเท่าใดแล้ว (ความผิดเราเอง) ถ้ากินตอนออกมาร้อนๆ หรือเอาไปอบอีกรอบก็น่าจะอร่อยทีเดียว

    ปิดท้ายครับ ตู้ล็อกเกอร์ฝากของของที่นี่มีหลายจุด ไม่มีเบอร์บอกแต่ใช้เป็น "สัตว์"แทน มีหลากหลายช้างม้านกปลาปู อันนี้ก็แปลกๆ ดีเลยเอามาฝากกัน

    Shopping at Tokyo Station

    ซีรีส์เที่ยวโตเกียวน่าจะเหลืออีกไม่กี่ตอนแล้ว ต่อไปจะเข้าสู่การไปเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุสักทีครับ (ดองกันมานาน)

    Keyword: 


    0 0
  • 12/22/13--02:30: The Tasks of CEO
  • Fred Wilson เขียนไว้เมื่อปี 2010 What A CEO Does

    A CEO does only three things. Sets the overall vision and strategy of the company and communicates it to all stakeholders. Recruits, hires, and retains the very best talent for the company. Makes sure there is always enough cash in the bank.

    ผู้บริหารรายหนึ่งบอกกับ Fred ในฐานะบอร์ดของกิจการ startup ที่กำลังมองหา CEO คนใหม่ว่าโดยทั่วไปแล้ว CEO ก็ทำงานแค่สามอย่างเอง

    1. ตั้งวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ขององค์กรในภาพกว้าง และสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจ
    2. จ้างคนเก่งๆ เข้ามาและรักษาไว้ให้ได้
    3. ทำยังไงก็ได้ให้มีกระแสเงินสดเหลือพอใช้

    ผู้บริหารคนนี้บอก Fred ว่า CEO ทำแค่นี้ก็พอแล้ว งานอื่นๆ นอกจากนี้ควรใช้คนอื่นทำแทนให้หมด

    Brad Feld นำสูตรนี้ไปต่อยอดในบล็อก Being A Great CEOได้ออกมาเป็น 7 ข้อ (ข้อ 3-4 เหมือนกัน)

    1. เป็นผู้นำผ่านการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทุกอย่างที่ CEO ทำต้องตรวจสอบได้ ไม่มีข้อยกเว้น
    2. ตั้งวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ขององค์กรในภาพกว้าง และสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจ
    3. จ้างคนเก่งๆ เข้ามาและรักษาไว้ให้ได้
    4. ทำยังไงก็ได้ให้มีกระแสเงินสดเหลือพอใช้
    5. เป็นตัวแทนมุมมองของลูกค้าต่อบริษัท เพื่อต่อสู้กับความต้องการในระยะสั้นที่บริษัทอยากมุ่งไป
    6. ผลักดันการลงมือทำงาน และพัฒนากลไกการทำงานของบริษัทให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
    7. เป็นตัวแทนของบริษัทเมื่อต้องสื่อสารไปยังโลกภายนอก

    Keyword: 


    0 0

    สนามบินนาริตะเป็นสนามบินหลักของโตเกียวที่อยู่ไกลตัวเมืองมากๆ (แต่เที่ยวบินจากเมืองไทยก็ดันเยอะกว่าฮาเนดะมาก) การเดินทางไปกลับสนามบินนาริตะจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรนัก

    Narita Express (NEX)

    ถ้าไปเที่ยวเองไม่ง้อทัวร์ การเดินทางที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น "รถไฟ"สายด่วนระหว่างตัวเมืองกับสนามบินครับ แถมเอาเข้าจริงแล้วรถไฟไปกลับนาริตะดันมีให้เลือกถึง 2 ยี่ห้อ (นับเฉพาะสายด่วน) คือ

    • N'EX หรือ Narita Express ของบริษัท JR
    • Narita Sky Access ของบริษัท Keisei

    เส้นทางวิ่งของรถสองยี่ห้อนี้เริ่มจากนาริตะเหมือนกัน แต่วิ่งรางคนละเส้นกัน และไปสุดทางที่โตเกียวคนละสถานีกัน โดย Sky Access จะไปถึงแค่สถานี Ueno (แผนที่)

    ส่วน N'EX จะวิ่งไปตั้งหลักที่สถานี Tokyoก่อนแล้วทะลุไปทิศตะวันตกของเมืองโตเกียว แยกเป็น 2 สายคือตะวันตกเฉียงเหนือ (Shibuya, Shinjuku, Ikebukuro) และตะวันตกเฉียงใต้ วิ่งลงล่างไป Yokohama แทน

    NEX Map

    เนื่องจากเป้าหมายปลายทางของเราอยู่ที่ Shinjuku ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงเป็น N'EX แบบไม่ต้องคิดมากครับ (ชื่อที่ถูกต้องคือ N'EX มีลูกน้ำด้วย)

    ค่าตั๋ว N'EX

    ค่าตั๋วแบบ one-way จากนาริตะไปสถานีโตเกียวอยู่ที่ 2,940 เยน ถ้านั่งต่อมาอีกหน่อยเข้ากลางเมืองอยู่ที่ 3,110 เยน (ราคาล่าสุดดูจากในเว็บ)

    แต่ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเป็นพวกเดินทางไปเที่ยวด้วยตัวเองด้วยรถไฟใต้ดินอยู่แล้ว ตัวเลือกที่เหมาะกว่าคือแพ็กเกจ N'EX + บัตร Suica (บัตรโดยสารแบบเติมเงินของญี่ปุ่น) โดยเราจะได้

    • ตั๋ว N'EX แบบไป-กลับ (round-trip) จากสถานีไหนก็ได้ไปนาริตะ
    • บัตร Suica มูลค่า 2,000 เยน (แบ่งเป็นค่ามัดจำบัตร 500 เยน ค่าเดินทางจริง 1,500 เยน)

    ในราคา 5,500 เยนเท่านั้น ถือว่าถูกมากจากราคาปกติที่ประมาณ 8,000 เยน

    ตั๋วแบบนี้จะสามารถซื้อได้ที่ศูนย์ JR East Travel Center ที่ชั้นล่างสุดของสนามบินนาริตะเท่านั้น (ชั้นเดียวกับรถไฟเข้าสถานี) ไม่มีขายที่อื่นครับ (รายละเอียด)

    เส้นทางและเวลาวิ่ง

    N'EX จะวิ่งออกจากสนามบินนาริตะ Terminal 1 ผ่าน Terminal 2 แล้วเข้าเมือง โดยจะวิ่งสลับกันระหว่างสายที่ไป Ofuna กับสายที่ไป Shinjuku ครับ ดังนั้นถ้ามีปลายทางจำเพาะเจาะจงก็ต้องเช็ครอบกันดีๆ หน่อย (ถ้าลงที่สถานี Tokyo ขึ้นได้ทุกคัน)

    ปกติแล้ว N'EX จะออกประมาณชั่วโมงละสองคัน เฉลี่ยแล้วทุกครึ่งชั่วโมง ดูตารางได้ที่ N'EX Timetable

    ระยะเวลาเดินทาง

    • สนามบินนาริตะ T1 ไปสถานี Tokyo = 1.30 ชั่วโมง
    • สนามบินนาริตะ T1 ไปสถานี Shinjuku = 1.45 ชั่วโมง

    นั่งกันนานเงกครับเพราะว่าไกลจริงๆ

    N'EX จากสนามบินเข้าเมือง

    วันที่ผมไปลงนาริตะก็เจอแจ็คพ็อตครับคือพายุใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีเข้าญี่ปุ่น ไฟลท์เลื่อนไป 8 ชั่วโมง โปรแกรมเสียไปหมด พอไปถึงนาริตะก็เจอกับความโกลาหลมากมาย ทั้งเครื่องบินเข้าหลุมจอดไม่ได้ (แลนดิ้งแล้วต้องรอคิว) กระเป๋าช้า และคนรอต่อคิวที่ JR East Travel Center จำนวนมหาศาล

    การซื้อตั๋วที่นาริตะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรอต่อคิวที่ JR East Travel Center นั่นแหละ ซึ่งอยู่ญี่ปุ่นก็ดีอย่างตรงที่เจ้าหน้าที่ขยันทำงานกันอย่างเต็มที่ ยิ้มและช่วยเหลือตลอดไม่ว่าคนจะเยอะแค่ไหน (ต่างไปจากเมืองไทยที่เวลาคนต่อคิวเยอะๆ จะต้องมีเคาเตอร์ที่มีคนนั่งแต่ไม่ยอมเปิดและทำเหมือนนับเงินอะไรสักอย่าง)

    วันที่ไป เที่ยวรถของ N'EX ถูกเลื่อนไปหมดจนไม่มีอะไรแน่นอน เราก็บอกกับเจ้าหน้าที่เลยครับว่าต้องการซื้อตั๋ว N'EX + Suica และขอให้เขาจองที่นั่งของ N'EX ขาเข้าเมืองให้เลย (ขากลับจะเป็น open ticket ที่ไม่ระบุเวลา ซึ่งเราจะต้องไปจองที่นั่งกับศูนย์ JR แห่งอื่นๆ ในภายหลังอีกที ไม่สามารถขึ้นโดยไม่จองที่ได้)

    เมื่อได้ตั๋วแล้วก็เดินเข้าสถานีรถไฟที่ Narita Airport ซึ่งอยู่ข้างๆ กับ JR East Travel Center ครับ หาไม่ยากเพราะทุกคนก็จะไปขึ้นรถไฟขบวนเดียวกับเรานั่นแล

    โลโก้ของ N'EX เป็นรูปเครื่องบิน

    Narita Express (NEX)

    หัวขบวน

    Narita Express (NEX)

    บน N'EX ทุกคันมีจอภาพพร้อมภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี

    Narita Express (NEX)

    ข้อมูลสายการบินออก-เข้าก็มีหมดนะ

    Narita Express (NEX)

    แผนผังตู้โดยสารครับ

    Narita Express (NEX)

    สรุปว่าวันที่ไป N'EX วิ่งช้าผิดปกติ คงเป็นเพราะปัญหาเรื่องสภาพอากาศและปัญหาอื่นๆ ทำให้ผมใช้เวลาบน N'EX ไป 2 ชั่วโมงครึ่งจากปกติที่ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงดี นั่งกันจนเหนื่อยยังไม่ถึงสักที

    N'EX จาก Shinjuku ไปสนามบิน

    ปัญหาต่อมาคือการนั่งไปลง Shinjuku ที่เป็นสถานีใหญ่ แล้วตั้งใจจะเดินทางต่อด้วยรถไฟใต้ดินไปยังสถานีแถวๆ นั้นกลับเป็นเรื่องลำบากมาก เพราะสถานีมันใหญ่ ซับซ้อน บันไดเยอะ และหลายจุดไม่มีลิฟต์ ก็ต้องขนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆ หนักๆ กันอ้วกแตก

    พอถึงวันกลับเราเลยแก้เกมด้วยการไปสำรวจก่อนว่า ต้องไปเข้าประตูสถานีฝั่งไหนถึงจะเวิร์คสำหรับคนที่มีกระเป๋าเดินทางครับ

    สิ่งที่พบคือ "ไม่มีวิธีไหนง่ายเลย"เพราะ N'EX เป็นรางพิเศษที่ต่อเติมเข้ามายังสถานี Shinjuku ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกแย่มากๆ ไม่มีลิฟต์ลงไปถึงรางของ N'EX ซะงั้นไป

    วิธีเดินทางเข้าสถานีที่ง่ายที่สุดคือผ่าน South Gate หรือ New South Gate แต่ผมนั่งแท็กซี่ขนของไปจากโรงแรม ก็เลยไปที่ South East Gate (จุดที่มีบันไดเลื่อนขึ้นไปชั้นของสถานี ตรงห้าง Lumine) แทน

    Narita Express (NEX)

    Narita Express จะอยู่ที่ชานชาลาเบอร์ 5/6 ครับ เดินตามป้ายไปอย่างเดียวพอ

    Narita Express (NEX)

    ป้ายบอกเวลาออกของ N'EX (อันบน)

    Narita Express (NEX)

    อันนี้เป็นแผนที่ของชานชาลา 5-6 ที่ Shinjuku ครับ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าวิธีเดินทางมันซับซ้อนมาก ถ้าของเยอะให้เข้าที่ Southern Terrace Exit หรือ New South Exit จะง่ายสุด ถ้ามาทางอื่นจะต้องใช้ท่าพิสดาร เดินลงแล้วเดินขึ้นใหม่อีกรอบจึงจะถึงชานชาลา (ตรงคำว่า You are here)

    Narita Express (NEX)

    รถมาแล้วก็ขึ้นเลยครับ ขากลับนี่ไม่มีปัญหาอะไร รถวิ่งตรงเวลาสบายใจดีมาก สะดวกสบาย

    Narita Express (NEX)

    Narita Express (NEX)

    บน N'EX มีของขายนิดหน่อย แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรเตรียมเสบียงไปเองดีกว่า ที่ชานชาลาก็มีของขายอยู่ 2-3 ร้านอยู่แล้ว (พวกน้ำขนม ไม่ยากอะไร แต่ถ้าหิวจริงๆ ก็อดหน่อยไปกินที่นาริตะก็ได้)

    ข้างล่างนี้เป็นเมนูบนรถไฟ

    Narita Express (NEX)Narita Express (NEX)

    ประสบการณ์ขึ้น N'EX ของผมก็จบแค่นี้ครับ หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่จะตามไปเที่ยวญี่ปุ่นในอนาคตนะครับ


    0 0

    บล็อกซีรีส์ญี่ปุ่นเขียนแต่เรื่องโตเกียว แต่จริงๆ ที่ไปญี่ปุ่นรอบล่าสุดนี่ เป้าหมายคือ "โทโฮคุ" (Tohoku) หรือภาคอีสานของญี่ปุ่นครับ

    โทโฮคุ เป็นชื่อเรียกของพื้นที่ 6 จังหวัดที่อยู่ตอนเหนือสุดของเกาะฮอนชู เกาะหลักของญี่ปุ่น แต่ยังไม่ข้ามไปถึงเกาะฮอกไกโด ถือว่าเป็นพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู จุดเด่นคือธรรมชาติ เทือกเขา ป่า แม่น้ำ ทะเล ที่สวยงาม ถึงแม้จะไม่ใช่โซนท่องเที่ยวยอดนิยมแบบโอซาก้า-เกียวโต แต่ก็ถือเป็นอีกภูมิภาคที่น่าสนใจ (แผนที่จาก Wikitravel)

    Japan Tohoku Map

    เมืองที่ชื่อดังสักหน่อยในภูมิภาคนี้คือ เซ็นได แต่หลังเหตุการณ์สึนามิปี 2011 ก็ทำให้เมืองฟุกุชิมะ (ที่มีโรงไฟฟ้า) โด่งดังแซงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว -_-''

    และเนื่องจากการไปเที่ยวโทโฮคุครั้งนี้เป็นการไปเที่ยวด้วยตัวเอง ดังนั้นการเดินทางทั้งหมดจึงไปด้วยรถไฟ JR โดยเฉพาะรถไฟสายสำคัญคือ Tohoku Shinkansen นั่นเอง

    หมายเหตุ: รายละเอียดการท่องเที่ยวของโทโฮคุในภาพรวมที่เป็นภาษาอังกฤษ ดูได้จาก เว็บการท่องเที่ยว Tohoku, Japan Guide, Wikivoyage

    นั่งรถไฟไปโทโฮคุ

    ก่อนจะเข้าเรื่องท่องเที่ยว ต้องอธิบายข้อมูลเรื่องการเดินทางด้วยรถไฟก่อนครับ ภูมิภาคซีกตะวันออกของเกาะฮอนชู นับตั้งแต่แถวๆ โตเกียวเป็นต้นไปจนสุดเกาะ ถือเป็นเขตรับผิดชอบของบริษัทรถไฟ JR East (ซึ่งถือเป็นบริษัทรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในเครือ JR ด้วย) ส่วนพื้นที่โทโฮคุถือเป็นส่วนหนึ่งหรือซับเซ็ตของ JR East เท่านั้น

    jr-east

    (ภาพประกอบจาก JR East) ส่วนสีเหลืองทั้งหมดคือพื้นที่ให้บริการของ JR East แต่ส่วนที่เป็นสีเหลืองอ่อนเท่านั้นคือพื้นที่โทโฮคุ 6 จังหวัด

    การเดินทางจากโตเกียวไปยังโทโฮคุ มีรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นสายหลักคือเส้นสีแดงในภาพ Tohoku Shinkansen จะวิ่งจากโตเกียวแล้วขึ้นเหนือไปสุดที่เมือง Aomori เมืองใหญ่ตอนเหนือสุดของเกาะเลย

    แต่เส้นทางรถไฟ Tohoku Shinkansen จะวิ่งเลียบชายฝั่งทางตะวันออกของเกาะ (เพราะมีเมืองใหญ่เยอะ) ถ้าอยากไปฝั่งตะวันตกของเกาะที่มีเมืองน้อย ภูเขาเยอะ ต้นไม้เยอะ ก็จำเป็นต้องนั่งรถไฟ (ที่อาจไม่ใช่ชินคันเซ็น) ต่อจากเมืองในซีกตะวันออกกันแทนครับ

    สำหรับชินคันเซ็นที่วิ่งไปยังฝั่งตะวันตกของเกาะ จะมีสายที่เรียกว่า Akita Shinkansen ไปยังเมือง Akita ด้วย (ตามภาพข้างต้น) รายละเอียดของรถสองขบวนนี้ดูได้จาก เว็บไซต์ JR East

    จุดที่น่าสนใจคือรถไฟที่ออกจากโตเกียวไป Aomori และ Akita จะเป็น "รถพ่วง"ในช่วงแรกตั้งแต่โตเกียวไปถึงเมือง Morioka แล้วค่อยแยกขบวนไปตามเป้าหมายปลายทางครับ

    Shinkansen

    ชินคันเซ็นทั้งสองสายคือ Tohoku และ Akita นั้นเพิ่ง "อัพเกรด"ตัวรถโดยสารใหม่ไปเมื่อปี 2011 และปี 2013 ตามลำดับ โดยรถขบวนใหม่ใสกิ๊งหน้าตาเหมือนกันแต่คนละสีคือ Hayabusa (สีเขียวไป Tohoku) และ Super Komachi (สีแดงไป Akita) จึงกลายเป็น "พระเอก"ของ JR East อยู่ในขณะนี้ (ไม่ใช่ทุกขบวนที่เป็น Hayabusa/Super Komachi เพราะอาจใช้ขบวนที่เก่ากว่ามาวิ่งร่วมด้วย)

    ไม่ว่าจะไปที่ไหนในโทโฮคุ เราจะเจอ "ภาพโปรโมท"ของรถไฟทั้งสองสายอยู่เสมอ อย่างภาพข้างล่างเป็นการโปรโมท Super Komachi ที่เมือง Hirosaki

    Hirosaki Station

    เนื่องจากรถไฟสองขบวนใช้หัวรถจักรที่หน้าตามีปากแบนๆ เหมือนเป็ด มันจึงถูกตั้งชื่อเล่นว่า "เป็ดเขียว"และ "เป็ดแดง"นั่นเอง (ความหมายของชื่อภาษาญี่ปุ่นจริงๆ คือ "เหยี่ยว"และ "นกนางนวล")

    ซื้อตั๋วแบบไหนดี JR Pass หรือ JR East Pass

    ค่าตั๋วขึ้นรถด่วนชินคันเซ็นนั้นแพงมากชนิดว่าขึ้นแล้วหมดตัวเอาง่ายๆ แต่ทัวริสต์แบบเราๆ ก็โชคดีตรงที่สามารถซื้อตั๋วเหมาจาก JR ได้ในราคาถูก

    คนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นทั่วไปคงคุ้นเคยกับตั๋ว JR Pass แบบ 7 วันอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากเที่ยวเฉพาะในภูมิภาคของ JR East เองก็ยังมีทางเลือกเป็นตั๋ว JR East Passที่ราคาย่อมเยาลงมาหน่อย

    คำถามคือแบบไหนคุ้มกว่ากัน อันนี้ขึ้นกับการใช้งานของเราเลยครับ

    • JR Passแบบปกติ ใช้งานได้ 7 วัน (นับติดต่อกัน) ขึ้นได้ทุกอย่างที่แปะตรา JR ยกเว้นชินคันเซ็นบางเส้น ราคา 28,300 เยน
    • JR East Passใช้งานได้ 5 วัน (ไม่จำเป็นต้องติดต่อกัน) ขึ้นรถไฟ JR ได้ทุกเส้น, รถไฟท้องถิ่นได้บางเส้น แต่ไม่รวม JR Bus ในภูมิภาค ราคา 22,000 เยน

    เคสของผมมี requirement ดังนี้

    • เที่ยวในโทโฮคุ 5 วัน 4 คืน
    • วันก่อนและหลังไปโทโฮคุ จะเที่ยวอยู่ในโตเกียว
    • ช่วงที่อยู่ในโทโฮคุ จะต้องนั่ง JR Bus ด้วย เพราะเป็นโซนที่ไม่มีรถไฟ

    เมื่อพิจารณาดูแล้ว จำนวนวันพอดีกับ JR East Pass เป๊ะ แต่เมื่อต้องบังคับนั่ง JR Bus ทำให้ต้องจ่ายเพิ่ม ดังนั้นการซื้อ JR Pass จึงคุ้มกว่าเพราะไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และออกแบบแผนการท่องเที่ยวให้เดินทางด้วย JR ในช่วงที่อยู่โตเกียวด้วย (นั่งไป สวน Hitachi Park) ทำให้คุ้มค่า JR Pass มากขึ้น

    แต่ถ้าไปโทโฮคุทั้งหมดโดยไม่นั่ง JR Bus เลย หรือไปเที่ยวแบบไม่ต้องนั่งรถไฟทุกวัน (เช่น อยู่เฉพาะในเมืองนั้นๆ เกิน 1 คืน) การซื้อ JR East Pass ก็น่าจะคุ้มกว่าครับ สรุปว่าขึ้นกับแผนการเดินทางนั่นล่ะ

    วิธีการซื้อทั้ง JR Pass และ JR East Pass จำเป็นต้องซื้อไปจากเมืองไทยก่อนนะครับ เราจะได้ตั๋วจอง Pass มาเก็บไว้ พอไปถึงญี่ปุ่นค่อยไปแลกเป็นตั๋วจริงๆ ที่ศูนย์ JR EAST Travel Service Center ตามสถานีใหญ่ๆ (รายชื่อ) วิธีการซื้อและแลก JR Pass มีคนเขียนไว้เยอะมากแล้วคงไม่ต้องเขียนซ้ำนะครับ น่าจะหาอ่านกันเองได้

    การจองตั๋ว

    เนื่องจากชินคันเซ็นทุกเส้นจะต้องจองที่นั่งล่วงหน้าเสมอครับ (ไม่สามารถเดินไปขึ้นดื้อๆ เลยได้) ดังนั้นก่อนขึ้นรถไฟเราจำเป็นต้องจองที่นั่งก่อนเสมอ

    วิธีการก็คือไปจองที่ซุ้มขายตั๋วในสถานี JR ใดๆ ก็ได้ โดยยื่นบัตร JR Pass หรือ JR East Pass ให้เจ้าหน้าที่ พร้อมระบุเวลา-ปลายทางที่ต้องการ

    แต่วิธีนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรเพราะสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ยาก (โดยเฉพาะในสถานีเล็กๆ), เลือกขบวนหรือเวลาที่ต้องการลำบาก และเสี่ยงมากกับการตกรถเพราะเสียเวลาต่อคิว โลกในยุคอินเทอร์เน็ตแล้วเราสามารถดูข้อมูลเที่ยวรถไฟล่วงหน้าได้ตั้งกะอยู่เมืองไทย ช่วยให้วางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้นมากๆ

    ตารางการวิ่งของชินคันเซ็นของ JR East ทั้งหมดสามารดูได้จาก JR East Shinkansenเป็นภาษาอังกฤษอ่านง่ายแสนสะดวก

    หรือบางคนอาจถนัดการดูผ่านเว็บช่วยวางแผนการเดินทางอย่าง Hyperdia หรือ Jorudan มากกว่าก็ไม่มีปัญหา (ส่วนใหญ่ผมจะเช็คเวลาของชินคันเซ็นซึ่งถือเป็นเส้นเมนก่อน ว่ามีช่วงเวลาไหนให้เลือกบ้าง จากนั้นค่อยเช็คเวลาของรถไฟขบวนย่อยๆ ผ่าน Hyperdia อีกทีหนึ่ง)

    วิธีการดูเที่ยวอาจจะงงๆ บ้างในช่วงแรกแต่จับจุดได้แล้วไม่ยากครับ รถไฟ JR ของญี่ปุ่นจะเรียกชื่อด้วย "ชนิดขบวน + ตัวเลขลำดับ"เช่น Hayabusa 11 ก็แปลว่าใช้ตู้โดยสารแบบ Hayabusa รุ่นใหม่ล่าสุด และวิ่งเป็นเที่ยวที่ 11 ของวันนั้น โดยรถคันแรกสุดที่จะออกจากโตเกียวตอน 6.36 น. ใช้ชื่อว่า Hayabusa 1 แล้วตามด้วย 3, 5, 7 ไปเรื่อยๆ ส่วนรถที่วิ่งจาก Aomori มายังโตเกียวก็ใช้เลขคู่คือ 2, 4, 6 ไปเรื่อยๆ

    ตามปกติแล้วในชั่วโมงเร่งด่วนคือเช้าๆ เย็นๆ Hayabusa จะออกทุกครึ่งชั่วโมง ส่วนช่วงกลางวันก็ประมาณชั่วโมงละคัน แต่ก็ยังมีรถไฟแบบไม่ใช่ชินคันเซ็นหรือชินคันเซ็นที่ไม่ด่วนเท่า (จอดเยอะสถานีกว่า) กระจายกันวิ่งตลอดทั้งวัน สรุปง่ายๆ ว่าถ้ามี JR Pass ยังไงก็มีรถนั่งแน่ๆ เพียงแต่จะใช้เวลาบนรถมากหรือน้อยขนาดไหน ก็ขึ้นกับการวางแผนการเดินทางของท่าน (ดังนั้นกะเวลาดีๆ ให้ได้นั่งรถที่วิ่งเร็วที่สุด จอดน้อยสถานีที่สุดอย่าง Hayabusa จะดีที่สุด เอาเวลาที่เหลือไปเที่ยวดีกว่า)

    hayabusa-timetable

    ตัวอย่างตารางเวลารถของ Hayabusa ครับ ในภาพมีสองขบวนคือ Hayabusa 9 (ออก 9.36) และ Hayabusa 11 (ออก 9.56) โดยจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจากโตเกียวไปที่สถานี Shin-Aomori ที่เมือง Aomori

    (หมายเหตุ: เมือง Aomori มีสถานีรถไฟสองแห่งคือ Aomori เฉยๆ กับ Shin-Aomori ซึ่งอยู่คนละที่กัน และชินคันเซ็นจะวิ่งไปเฉพาะที่สถานี Shin-Aomori เท่านั้น)

    เครื่องหมาย | ในตารางคือ ไม่จอดที่สถานีนั้นๆ ดูจากตารางแล้วจะเห็นว่า Hayabusa จะจอดเฉพาะสถานีสำคัญเท่านั้นคือ Tokyo ต้นทาง, Omiya ซึ่งเป็นสถานีใหญ่ทางตอนเหนือของโตเกียว, Sendai เมืองใหญ่ที่สุดของโทโฮคุ, Morioka จุดแยกขบวน, Shin-Aomori ปลายทาง โดยอาจแถมสถานีขนาดย่อมๆ มาเป็นบางครั้ง

    hyperdia-shinkansen

    สำหรับคนที่ดูเที่ยวรถไฟผ่าน Hyperdia ถ้าไปไม่เกิน Morioka ก็จะเจอตารางรถไฟแบบ "เบิ้ล"เวลาเดียวกัน 2 ขบวนครับ ทุกอย่างเหมือนกันหมดทั้งเวลาออกและเวลาถึง แต่ชื่อขบวนจะต่างกัน (สังเกต Super Komachi 11 กับ Hayabusa 11) อันนี้ไม่ต้องงง (ผมงงมาแล้ว) มันคือรถไฟสองขบวนวิ่งแบบผูกติดกันไปนั่นเอง (เดี๋ยวมีภาพให้ดู)

    พอได้เที่ยวรถไฟที่ต้องการแล้ว (รวมถึงรถไฟท้องถิ่นที่นั่งไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ด้วย) เที่ยวไหนที่ต้องจองที่นั่งล่วงหน้าก็ทำใส่ตารางแล้ว print ใส่กระดาษไปจากเมืองไทยเลยครับ (เทคนิคแนะนำ) พอไปถึงญี่ปุ่นก็หาเวลาช่วงว่างๆ ไปศูนย์ JR East Travel Center ใหญ่ๆ หน่อย เจ้าหน้าที่คุยภาษาอังกฤษให้ชัวร์ แล้วยื่นให้เขาจองให้หมดเลย วิธีนี้อุ่นใจว่าเราจะได้นั่งรถไฟทุกขบวนที่ต้องการแน่ๆ ไม่มีพลาดเรื่องที่นั่งเต็มกะทันหัน (ยกเว้นเราตกรถเอง) และคุมเวลาการท่องเที่ยวได้ด้วย

    train-time

    ตัวอย่างตารางเที่ยวรถไฟที่ผมทำแล้ว print ใส่กระดาษไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ของ JR ครับ ระบุวันที่ เวลา ชื่อขบวน (R หมายถึง reserved) ให้ชัดเจน เจ้าหน้าที่จะทำหน้างงๆ นิดนึงว่ามึงนั่งอะไรกันเยอะแยะ แต่ก็จองให้แต่โดยดีครับ

    หมายเหตุ: รถไฟท้องถิ่นบางขบวนก็ไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้า มีตั๋ว JR Pass แล้วเดินขึ้นไปเลือกที่นั่งเองได้เลย พวกนี้ใน Hyperdia มีบอกหมดว่าคันไหนต้องจองหรือไม่ต้องจอง

    ประสบการณ์จริงกับ Tohoku Shinkanzen

    ร่ายทฤษฎีมาเยอะแล้ว มาดูภาคปฏิบัติกันดีกว่าครับ เส้นทางการเดินทางของผมในโทโฮคุคือ นั่งรถไฟจากโตเกียวไปตั้งต้นที่จุดเหนือสุด Aomori ก่อนเลย แล้วค่อยๆ เที่ยวลงใต้มาเรื่อยๆ จนมาจบที่ Sendai ในวันสุดท้ายและกลับโตเกียวจาก Sendai ครับ

    ดังนั้นรถไฟเที่ยวแรกที่เราจะนั่งคือ Tokyo ไป Shin-Aomori นั่นเอง (นั่งยาวเลย 3 ชั่วโมง)

    แต่ช้าก่อน เนื่องจากว่าผมนอนที่โรงแรมในโตเกียวฝั่งตะวันตก (แถว Shinjuku) แล้วดันจะต้องออกจากโตเกียวตอนเช้าวันจันทร์ ซึ่งอาจต้องเผชิญกับมวลมหาประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ออกมาทำงานตอนเช้าได้ เราจึงเลี่ยงสถานี Tokyo และใช้วิธีนั่งรถจาก Shinjuku ขึ้นเหนือไปที่สถานี Omiya ซึ่งอยู่เหนือโตเกียวไปเล็กน้อยแทน (อารมณ์ประมาณไปขึ้นรถไฟที่ดอนเมืองแทนหัวลำโพง)

    ไปถึง Omiya แล้วก็ไม่มีอะไรยากครับ เพราะป้าย Shinkansen มองเห็นเด่นชัด สีเขียว (ชินคันเซ็นจะใช้ชานชาลาที่แยกจากรถไฟปกติของ JR อยู่แล้ว)

    WP_20131021_09_51_22_Pro

    ป้ายบอกเวลาขบวนที่จะขึ้น จะเห็นว่าชื่อขบวนเป็นแบบควบคือ Hayabusa กับ Super Komachi พร้อมปลายทางสองที่ (ตอนซื้อตั๋วอย่าเลือกผิดตู้นะครับ ไม่งั้นไปคนละทางแน่ๆ)

    WP_20131021_10_00_02_Pro

    สถานีชินคันเซ็นทุกแห่งมีร้านขายของ มีทุกอย่างทั้งขนม หนังสือ น้ำ ของกิน ของเล่น และแน่นอนว่าของเล่นที่เกี่ยวกับรถไฟแดง-เขียวนั้นฮิตสุดๆ มีทุกอย่าง

    ขนมญี่ปุ่น ใส่กล่องรูปรถไฟ

    WP_20131021_10_00_52_Pro

    โมเดลรถไฟ และเครื่องเขียนรถไฟ

    WP_20131021_10_02_23_Pro

    ถุงเท้ารถไฟ และช้อนตะเกียบรถไฟ

    WP_20131021_10_10_34_Pro

    จุดเด่นของรถไฟญี่ปุ่นอีกอย่างคือ "ข้าวกล่องรถไฟ"ที่เรียกว่า Ekiben ครับ (มาจาก Eki รถไฟ + Bento) ซึ่งแต่ละเมืองก็จะมีร้านดังมาขายกันสุดฤทธิ์สุดเดช ตกแต่งสวยงาม มีสารพัดแบบให้เลือกสรร (บ้านเราเคยคิดจะทำ "ปิ่นโตรถไฟ"บ้างแต่รถไฟความเร็วสูงดูจะแท้งไปแล้ว ก็อดทนรอกันต่อไป)

    หน้าตาร้านขายข้าวกล่องที่ Omiya (จริงๆ มันก็มีหลายร้านนะ)

    WP_20131021_10_08_27_Pro

    ข้าวกล่องรถไฟ สารพัดแบบ

    WP_20131021_10_10_18_Pro

    ช็อปปิ้งเรียบร้อย พอใกล้ถึงเวลาสักประมาณ 10 นาทีก็เดินมาที่ชานชาลาได้เลยครับ

    WP_20131021_10_15_08_Pro

    ญี่ปุ่นแก้ปัญหาเรื่อง "ไม่รู้ว่าตู้ของเราอยู่ตรงไหน"ได้สวยงาม โดยแปะสติ๊กเกอร์ไว้กับพื้นมันซะเลย เราก็ดูขบวนที่เราจะขึ้นพร้อมเบอร์ตู้ (ที่ระบุในตั๋ว) แล้วก็ไปยืนเข้าแถวรอขึ้นรถแบบเดียวกับคนญี่ปุ่น

    WP_20131021_10_14_46_Pro

    อันนี้รางข้างๆ ครับ เป็นขบวนไปโทโฮคุที่เก่าหน่อยคือ Hayate ซึ่งก็ยังวิ่งอยู่แต่ไม่ใช่รถด่วนสุดๆ อีกต่อไปแล้ว

    WP_20131021_10_16_57_Pro

    หน้าตาของ Hayate ครับ สวยเรียบๆ ไม่หวือหวา

    WP_20131023_10_34_57_Pro

    รถของเรามาแล้ว Hayabusa สีเขียวครับ

    WP_20131021_10_19_48_Pro

    หน้าตาของ Hayabusa แบบนี้ครับ (รูปนี้ถ่ายคนละวันกัน)

    WP_20131023_09_36_42_Pro

    โลโก้ของ Hayabusa เป็นรูปนกเหยี่ยว

    WP_20131023_10_36_29_Pro

    ภายในตู้โดยสาร มีจอ LED บอกข้อมูลทั้งสองภาษา สัมภาระกองไว้เหนือหัว (มันใส่กระเป๋าได้ขนาดใหญ่พอสมควรเลยนะ)

    WP_20131021_10_22_45_Pro

    ที่นั่งเรียงเบอร์แบบเครื่องบิน มี window, center, aisle seat

    WP_20131021_10_25_28_Pro

    เก้าอี้นั่งมีระยะห่างสบายๆ ห่างกว่าเครื่องบินมาก มีถาดพับได้ (ไว้กินข้าว) และตาข่ายใส่เอกสาร

    WP_20131021_10_23_17_Pro

    แมกกาซีนที่แจกเป็นแมกกาซีนของ JR เอง (ญี่ปุ่นล้วน) แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

    WP_20131021_10_28_32_Pro

    WP_20131021_10_31_32_Pro

    ใครไม่ได้เตรียมของกินมาก็สามารถซื้อได้บนรถ (แต่ซื้อจากที่สถานีมาดีกว่า มีของให้เลือกเยอะกว่ามาก)

    WP_20131021_10_35_32_Pro

    แอบถ่ายเด็กญี่ปุ่นแถวถัดไปครับ นอนกันสบายใจเลย จะเห็นว่าระยะห่างระหว่างแถวเยอะพอสมควรเลยล่ะ

    WP_20131021_11_13_28_Pro

    ว่างแล้วก็เริ่มสำรวจครับ ห้องน้ำของชินคันเซ็นจะกินพื้นที่ประมาณครึ่งตู้ และจะมีให้ใช้ทุกๆ 3-4 ตู้ ที่เจ๋งคือมี "ห้องฉี่"ของผู้ชายโดยเฉพาะด้วย

    WP_20131021_11_12_47_Pro

    ภายในห้องน้ำ ออกแบบการใช้สอยในที่แคบได้ดีมาก

    WP_20131021_11_17_07_Pro

    WP_20131021_11_20_08_Pro

    ส้วมญี่ปุ่นใช้ระบบโบก ไม่ต้องแตะ

    WP_20131021_11_18_32_Pro

    ส้วมญี่ปุ่นไฮเทคทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่บนรถไฟ

    WP_20131021_11_17_58_Pro

    แผนผังภายในของ Hayabusa ตู้เบอร์ 9 เป็น Green Car (อำมาตย์), เบอร์ 10 คือ Gran Class (ซูเปอร์อำมาตย์) อยากนั่งต้องจ่ายเพิ่มครับ

    WP_20131024_16_08_24_Pro

    รอบนี้นั่งแบบยิงยาว 3 ชม. ไม่ต้องเปลี่ยนขบวน ก็มาถึงสถานี Shin-Aomori เลย

    WP_20131023_09_27_08_Pro

    ปลายทางของสถานี Shin-Aomori ประตูเข้าออกส่วนของชินคันเซ็นก็ตามภาพครับ (ดังนั้นถ้าเข้ามาจากนอกสถานี ก็จะต้องผ่านประตูสองชั้นกว่าจะถึงส่วนของชินคันเซ็น)

    WP_20131021_13_35_02_Pro

    อันนี้เป็นภาพรถไฟต่อขบวนกัน แต่เป็น Hayabusa ต่อกับ Komachi ที่เก่ากว่าหน่อย ซึ่งจะแยกกันที่สถานี Morioka ครับ ถ้าไปจากโตเกียว เค้าจะหยุดที่สถานีนี้แป๊บนึง จากนั้นก็ปลดล็อค แล้วคันที่อยู่หน้าจะวิ่งออกไปก่อน แล้วอีกอึดใจหนึ่งคันหลังค่อยวิ่งออกจากสถานีตาม

    WP_20131023_10_39_04_Pro

    รถไฟเที่ยวกลับ Hayate ต่อกับ Komachi ครับ ขึ้นที่ Sendai

    WP_20131025_15_21_01_Pro

    โลโก้ของ Komachi

    WP_20131023_10_55_57_Pro

    บรรยากาศภายใน Komachi จะเก่ากว่าหน่อย

    WP_20131023_10_57_53_Pro

    เก้าอี้ก็คนละแบบกัน ดูเหลี่ยมๆ สักนิด

    WP_20131023_10_57_42_Pro

    ห้องน้ำ และโทรศัพท์บนรถไฟ!

    WP_20131024_16_06_02_Pro

    แผนผังการจอดรถไฟชินคันเซ็นขบวนต่างๆ ว่าอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับชานชาลา

    WP_20131023_10_47_57_Pro

    เรื่องของการขึ้น Tohoku Shinkansen ก็คงจบแค่นี้ครับ หวังว่าคงมีประโยชน์กับทุกท่านที่อยากจะไปเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุด้วยตัวเองนะครับ


    0 0

    ตอนที่สองในซีรีส์ "โทโฮคุ"ครับ ตอนแรกเริ่มต้นด้วยแผนการเดินทางด้วยชินคันเซ็นสาย Tohoku Shinkansenคราวนี้เราจะเริ่มเที่ยวกันแล้ว

    แผนการเดินทางของผมคือขึ้นไปเหนือสุดก่อนแล้วทยอยเที่ยวลงใต้มาเรื่อยๆ โดยวันแรกเราจะไปตั้งหลักที่ "อาโอโมริ" (Aomori) เมืองใหญ่ที่สุดของ จ. อาโอโมริ ซึ่งก็อยู่เหนือสุดของเกาะฮอนชู และรถไฟชินคันเซ็นจะวิ่งไปสุดที่นี่ (จริงๆ เราสามารถนั่งรถไฟลอดใต้ทะเลทะลุไปเกาะฮ็อกไกโดได้ด้วย เพียงแต่ไม่ใช่ชินคันเซ็น และผมไม่ได้ไปนะ)

    aomori-map

    จากภาพจะเห็นเส้นทางรถไฟหลัก (เส้นสีน้ำเงิน) วิ่งมาจากตอนกลางของประเทศ ผ่าน Hachinohe ที่อยู่ริมทะเลตะวันออก แล้วมาสุดที่ Aomori ซึ่งเป็นเมืองติดทะเลทางตอนเหนือ เราจะอยู่ที่ Aomori สองคืน เพื่อเที่ยวเมืองในละแวกนั้นคือ Hirosaki และทะเลสาบ Towada ที่อยู่ใต้ลงไป

    บล็อกตอนนี้เอาเฉพาะของ Hirosaki ก่อนนะครับ

    แผนการเดินทางของเราคือวันแรกจะออกจากโตเกียว ช่วงเช้าใช้เวลาบนรถไฟ Tohoku Shinkansen ประมาณสามชั่วโมง (รายละเอียด) นั่งมาที่สถานี Shin-Aomori ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายของชินคันเซ็น ถึงประมาณบ่ายโมง (กินข้าวกล่องบนรถไฟ)

    ช่วงบ่ายมีเวลาครึ่งวัน เลยเลือกไปเที่ยวเมืองฮิโรซากิ (Hirosaki) ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก่อนจะกลับมานอนที่อาโอโมริตอนค่ำ สถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมือง Hirosaki คือปราสาท Hirosaki ที่อยู่ในตัวเมืองเลยครับ

    การเดินทางไป Hirosaki

    การเดินทางไปสถานีฮิโรซากิ สามารถนั่งรถไฟจาก Shin-Aomori ไปได้เลยครับ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงสถานี Hirosaki

    ตรงนี้มีทริคนึงว่าเราต้องแบกกระเป๋ามาจากโตเกียวด้วย แต่การกระเตงกระเป๋าไปเที่ยวด้วยก็ไม่สนุกนัก ทางแก้คือฝากไว้ที่ล็อคเกอร์ในสถานี Hirosaki ได้เลย ล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าจะอยู่ชั้นหนึ่งของสถานี ใกล้กับประตูเข้าห้าง Appliese (อยู่ฝั่งทางซ้ายมือของภาพข้างล่าง)

    Hirosaki Station

    เมืองฮิโรซากิได้ชื่อว่าเป็น "เมืองแห่งแอปเปิล" (ไม่เกี่ยวอะไรกับสตีฟ จ็อบส์ แต่เขาปลูกแอปเปิลเยอะจริงๆ) สินค้าแทบทุกอย่างในเมืองนี้จึงมีความเชื่อมโยงกับแอปเปิ้ล

    Appliese

    ห้าง Appliese อยู่ติดกับสถานีรถไฟ Hirosaki เลย แค่ชื่อยังเป็นแอปเปิ้ลเลย

    Hirosaki Station

    Appliese

    ทางเข้าห้างจากฝั่งสถานีรถไฟครับ ช่วงที่ไปเป็นฮัลโลวีนพอดี

    Appliese

    ในสถานีก็มีแอปเปิ้ลเต็มไปหมด

    Hirosaki Station

    ข้อมูลการท่องเที่ยวสามารถดูได้จาก Hirosaki City Sightseeing Guide

    การเดินทางภายในเมือง Hirosaki

    จริงๆ แล้วฮิโรซากิมีของให้เที่ยวหลายอย่าง แต่พวกสวนแอปเปิลจะอยู่นอกเมืองซึ่งเวลาของเราไม่พอ ก็เลยได้เที่ยวแต่ในเมืองคือสวน Hirosaki Park ที่มีปราสาท Hirosaki Castle ตั้งอยู่

    การเดินทางในเมือง Hirosaki ก็ไม่มีอะไรยากครับ เพราะทางเมืองมีรถเมล์ Loop Bus วิ่งเป็นวงไว้บริการ ค่าโดยสารแค่ 100 เยนเท่านั้น แผนที่และรายละเอียดของ Hirosaki Loop Bus เป็นภาษาอังกฤษดูได้จาก เว็บของเมือง Hirosaki (PDF)

    hirosaki-map

    จากในภาพ เรานั่งรถไฟไปลงที่สถานี JR Hirosaki (เบอร์ 2) ก็นั่ง Loop Bus จากหน้าสถานีไปลงที่ป้ายเบอร์ 14 (ป้ายข้างทางจะมีตัวเลขบอกหมด ดูจากบนรถก็สังเกตเห็นว่านั่งไปถึงไหนแล้ว) เพื่อชมสวน Hirosaki Park จากนั้นออกอีกประตูเพื่อขึ้นรถตรงป้ายเบอร์ 16 กลับสถานีครับ

    ป้ายรถเมล์หน้า Hirosaki Station

    Hirosaki Station

    นั่งมาลงแถวๆ ป้ายเบอร์ 14 จะต้องเดินอีกนิดนึงเพื่อเข้าสวน

    P1010548

    ประตูเข้าสวน Hirosaki Park ฝั่งป้ายเบอร์ 14 ครับ (O-temon Gate)

    Hirosaki Castle

    สวน Hirosaki Park เป็นอาณาเขตของปราสาท Hirosaki Castle เดิม ซึ่งเป็นปราสาทของเจ้าเมือง Hirosaki ในสมัยก่อน ตัวปราสาทนี้สร้างตั้งแต่ปี 1611 (ปราสาทเวอร์ชันปัจจุบันสร้างปี 1810) ถือเป็นปราสาทเก่าแก่ไม่กี่หลังในภูมิภาค Tohoku ที่ยังรักษาไว้ได้จนถึงปัจจุบันนี้

    ตอนนี้สวน Hirosaki Park เลยกลายเป็นสวนพฤกษชาติ มีดอกไม้ต้นไม้ตามฤดูกาล และมีปราสาท Hirosaki เป็นจุดชูโรง มีเทศกาลแสงสีเสียงหรือจุดโคมไฟยามค่ำคืนบ้าง

    ค่าเข้าชมสวน+ปราสาท 300 เยน ถ้าอยากเข้าชมโซนสวนพฤกษชาติก็จ่ายเพิ่มอีก 200 เยน รวมเป็น 500 เยน เปิดถึง 5 โมงเย็น (ข้อมูลจาก Japan-Guide

    โซนสวนต้นไม้ทั่วไปก็หน้าตาแนวๆ นี้ครับ

    Hirosaki Castle

    โซนสวนพฤกษชาติ (ต้องจ่ายเพิ่ม) เลยไม่ได้เข้าไป

    Hirosaki Castle

    สะพานแดงข้ามคลอง สีตัดกับต้นไม้ดอกไม้มาก

    Hirosaki Castle

    Hirosaki Castle

    ประตูทางเข้าเขตปราสาทชั้นใน

    Hirosaki Castle

    หน้าตาของปราสาท Hirosaki ครับ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมเพราะอยู่ข้างคูเมือง และมีสะพานแดงพาดผ่านพอดี

    Hirosaki Castle

    มุมอื่นบ้าง

    Hirosaki Castle

    Hirosaki Castle

    คนญี่ปุ่นชอบโลโก้ครับ ทุกอย่างมีมาสค็อตได้หมด ปราสาท Hirosaki ก็หนีไม่พ้น รู้สึกจะเป็นเป็ดซามูไรนะ

    Hirosaki Castle

    เป็ดกับปราสาท

    Hirosaki Castle

    ตัวปราสาทไม่ใหญ่มากครับ เดินเข้าไปแคบนิดเดียว แต่มันเจ๋งตรงอยู่รอดมาได้เนี่ยแหละ

    Hirosaki Castle

    ข้างๆ ปราสาทยังเป็นไซต์ขุดค้นหาซากฐานของเมืองเก่าอยู่เลยนะ

    Hirosaki Castle

    ภายในปราสาทเยี่ยมชมได้ มีสามชั้น

    Hirosaki Castle

    โมเดลจำลอง "เมืองปราสาท"สมัยก่อน จะเห็นว่าปราสาทอยู่ตรงมุมขวาล่าง ส่วนเมืองที่เป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชบริพารก็อยู่ตรงกลางๆ เกาะ ตอนนี้หายไปหมดแล้ว

    Hirosaki Castle

    ตัวปราสาทปลูกอยู่บนแท่นหินอีกทีครับ (เหมือนเอาบ้านไปวางแปะไว้บนแท่นหิน) มันเลยมีรูทะลุให้ดูพื้นล่างด้วย

    Hirosaki Castle

    มองทะลุหน้าต่างลงมา เห็นสะพานแดงเมื่อครู่

    Hirosaki Castle

    หน้าต่างอีกฟาก เห็นสวนสวยงาม ใบไม้ก็เริ่มเหลืองๆ บ้างแล้ว

    Hirosaki Castle

    จากปราสาทมองเห็น ภูเขาอิวากิ (Iwaki) ซึ่งเป็นภูเขาไฟเก่าที่อยู่ในเขตจังหวัดอาโอโมริด้วย

    Hirosaki Castle

    ถัดจากปราสาทไปหน่อยก็มีลานให้ชมวิวภูเขา Iwaki แบบเต็มๆ ครับ เสียดายวันที่ไปเมฆเยอะเลยเห็นแต่ตีนภูเขา

    Hirosaki Castle

    ลานชมวิว ดูสบายๆ ดีนะ

    Hirosaki Castle

    ผมเดินทะลุโซนปราสาทเข้าไปกลางสวนเพื่อออกประตูอีกด้าน ฝั่งนี้จะเงียบๆ หน่อย คนน้อย ต้นไม้เยอะ สงบดี

    Hirosaki Castle

    Hirosaki Castle

    Hirosaki Castle

    Hirosaki Castle

    อันนี้เป็นป้อม (turret) อีกอันที่ยังเหลือรอดอยู่ ขนาดเล็กกว่าตัวปราสาทหลัก (ไม่ได้เข้าไปดู)

    Hirosaki Castle

    Hirosaki Castle

    ร้านขายของที่ระลึกภายในสวน แอปเปิลอีกละ

    Hirosaki Castle

    บรรยากาศภายในสวนครับ

    Hirosaki Castle

    Hirosaki Castle

    เนื่องจากเรามีเวลาในฮิโรซากิไม่เยอะ และอยากไปให้ถึงอาโอโมริแบบไม่ค่ำจนเกินไป ก็เลยนั่งรถไฟกลับจากฮิโรซากิเที่ยว 16.42 น. ไปถึงสถานี Aomori (ไม่ใช่ Shin-Aomori) เวลา 17.33 น. โดยนั่ง Loop Bus จากป้ายเบอร์ 16 กลับไปยังสถานี (ระยะเวลานั่งบนรถบัสไม่นาน ประมาณ 15 นาที)

    การไปเที่ยวฮิโรซากิจึงจบลงแค่นี้ครับ เสียดายเวลาน้อยไปหน่อยแต่ก็ได้มาดูไฮไลท์ "ปราสาทฮิโรซากิ"แล้วล่ะนะ

    Keyword: 


    0 0

    ไป Hirosakiกันมาแล้วก็กลับมาที่อาโอโมริ (Aomori) เมืองใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอนชู ที่ซึ่งรถไฟความเร็วสูงจากโตเกียวจะมาสิ้นสุดที่นี่ (เขามีแผนจะสร้างชินคันเซ็นต่อทะลุไปยังฮ็อกไกโดแต่ก็คงอีกนาน ตอนนี้จึงมีแต่รถไฟความเร็วไม่สูงลอดอุโมงค์ไปฝั่งฮ็อกไกโดเท่านั้น)

    WP_20131023_08_54_17_Pro

    เนื่องด้วยการคมนาคมที่สะดวก ผมเลยมาตั้งฐานทัพอยู่ที่อาโอโมริเป็นเวลา 2 คืน แล้วค่อยกระจายเที่ยวเมืองใกล้ๆ ในละแวกนั้น ส่วนในเมืองอาโอโมริเองก็มีเวลาเที่ยวบ้างนิดหน่อย หลักๆ ก็อยู่แต่เฉพาะในตัวเมือง-รอบสถานีรถไฟเท่านั้น

    แผนที่เมืองอาโอโมริ

    อาโอโมริเป็นเมืองที่อยู่ติดทะเลทางฝั่งเหนือของเกาะฮอนชูครับ ตัวเมืองหลักจะอยู่บริเวณอ่าวและท่าเรือ โดยสถานีรถไฟ Aomori จะอยู่ติดทะเลเลยจริงๆ (เพิ่งเคยเจอสถานีรถไฟที่ติดทะเลก็วันนี้ล่ะ) แต่เนื่องจากสถานีรถไฟเดิมคงเก่าและขยับขยายได้ยาก ดังนั้นรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นจะต้องไปจอดที่สถานีรถไฟแห่งใหม่ Shin-Aomori แทน

    ตามภาพด้านล่าง สถานี Aomori อยู่ในวงสีแดง ส่วน Shin-Aomori (ที่แปลว่าอาโอโมริใหม่) คือจุดที่ปักหมุดสีแดงไว้

    shin-aomori

    ดังนั้นเมื่อมาถึง Shin-Aomori แล้วก็ต้องต่อรถไฟอีกทอดเข้าเมืองมาที่ Aomori อยู่ดีครับ กรณีของผมนั้นไปเที่ยว Hirosaki ก่อน ขากลับเลยนั่งยาวจาก Hirosaki มาที่ Aomori เลย

    เนื่องจากเราตั้งใจว่าจะยึดอาโอโมริเป็นฐานเพื่อเดินทางไปเที่ยวจุดอื่นๆ ในละแวกนั้น ทำให้ต้องอยู่ใกล้สถานีรถไฟไว้ก่อน โชคดีว่าโรงแรมราคาถูกอย่าง Toyoko-inn ก็อยู่หน้าสถานีรถไฟ Aomori เลย (วงสีน้ำเงินในภาพ) ออกมาจากสถานีข้ามถนนหนึ่งทีก็เจอโรงแรมแล้ว

    aomori-city

    แผนที่ข้างต้นคือใจกลางเมืองอาโอโมริครับ สถานที่สำคัญตามนี้

    • สถานีรถไฟ Aomori ซึ่งควบตำแหน่งสถานีรถบัสด้วย
    • A-Factory เป็นศูนย์อาหารเปิดใหม่อยู่ติดอ่าวเลย ข้างๆ กันมีพิพิธภัณฑ์โคมไฟของอาโอโมริด้วย
    • Aomori Prefecture Tourist Center อาคารศูนย์การท่องเที่ยวของจังหวัดอาโอโมริ สร้างเป็นรูปตัว A อยู่เด่นติดกับทะเล
    • ถนน Shin-machi Dori (สีเหลืองในภาพ) ถนนสายการค้าเส้นหลักของเมืองอาโอโมริ
    • ตลาดปลา Furukawa Aomori Fish Market อยู่ตรงถนน Chuo Furukawa Dori ตรงที่ปักหมุดไว้ในภาพ

    สถานีรถไฟ Aomori

    สถานีรถไฟหลักของเมือง อยู่ติดกับอ่าวเลยครับ จากภาพคือตึกด้านซ้ายมือที่มีบิลบอร์ด ตรงกลางคือป้ายรถบัสหน้าสถานีรถไฟ แล้วจะเห็นสะพานแขวนเลียบอ่าวอาโอโมริเป็นฉากหลัง (ส่วนโรงแรมที่ผมนอนคือ Toyoko-inn ตึกขวามือสุดในภาพ)

    Aomori Street

    สถานีรถไฟแบบเต็มๆ ครับ

    Aomori Street

    มุมเดียวกันแต่ตอนกลางคืน

    Aomori Station

    ประเทศนี้มันบ้าคาแรกเตอร์จริงๆ ขนาดการรถไฟท้องถิ่นยังต้องมีมาสค็อต

    Aomori Railway

    เทศกาลท้องถิ่นของอาโอโมริที่มีชื่อเสียงคือ Nebuta Festival เป็นเทศกาลแห่รถโคมไฟ (Nebuta) ที่ทำเป็นรูปยักษ์หรือสัตว์ประหลาดต่างๆ ทำให้ที่สถานีรถไฟก็มี Nebuta ตั้งเป็นจุดไว้ให้ถ่ายรูปด้วย

    P1010636

    ภายในสถานีรถไฟ Aomori (ภาพโดย Lumia 1020)

    WP_20131023_08_58_45_Pro

    จากสถานีรถไฟ มองไปเห็นสะพานแขวน

    WP_20131023_08_56_06_Pro

    WP_20131023_08_58_25_Pro

    ลานจอดจักรยานข้างสถานีรถไฟ

    Bikes at Aomori

    สินค้าเด่นของอาโอโมริก็ไม่หนีจากฮิโรซากิมาก นั่นคือ "แอปเปิล"นั่นเองครับ หน้าสถานีก็มีขายอยู่หลายร้าน

    Aomori Street

    นอกจากแอปเปิลเป็นลูกๆ แล้ว ของอีกอย่างที่มีชื่อคือ "น้ำแอปเปิล"ครับ น้ำแอปเปิลที่นี่จะต่างจากน้ำแอปเปิลกล่องๆ ที่เรากินกันทั่วไป ตรงที่จะยังมีเนื้อแอปเปิลติดมาด้วยบ้าง สดกว่า หวานแอปเปิลแต่ไม่หวานน้ำตาล กินแล้วสดชื่อกว่า

    ร้านนี้อยู่หน้าสถานี ขายน้ำแอปเปิลราคาไม่แพง 350 เยน (ขวดสีส้มๆ ในภาพ)

    WP_20131022_16_59_29_Pro

    เนื่องจากผมมีเวลาอยู่ที่อาโอโมริไม่เยอะนัก (แถมส่วนใหญ่เป็นตอนกลางคืน) ก็ใช้โอกาสเดินเที่ยวเท่าที่จะไปไหวครับ

    Shin-machi Dori

    ถนน Shin-machi Dori ถือเป็น high-street หรือ main-street ของอาโอโมริ หัวถนนอยู่หน้าสถานีรถไฟเลย ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยร้านค้าร้านอาหารมากมายให้เลือกสรร

    หัวถนนครับ ซ้ายมือตัวอักษรสีเขียวนั่นคือสถานีรถไฟ ที่เหลือก็เป็นร้านอาหารเรียงราย (มีแกงกะหรี่ CoCo ด้วยนะ)

    Aomori Street

    บรรยากาศตอนกลางคืน ผู้คนมากมาย

    WP_20131021_18_43_40_Pro

    WP_20131021_18_46_24_Pro

    บรรยากาศตอนกลางวัน นักเรียนกำลังไปโรงเรียน

    Aomori Street

    แอบถ่ายสาวญี่ปุ่นครับ

    Aomori Street

    ผมต้องกินข้าวเย็นที่นี่สองคืน วันแรกก็เดินๆ แล้วมั่วๆ มาร้านนึงครับ ชื่อร้านว่า Hana no Mai (ดอกไม้เต้นรำ) (ลิงก์) เป็นร้านอาหารทะเลอยู่ฝั่งขวามือของถนนถ้าเดินมาจากสถานีรถไฟ

    P1010669

    เรื่องของเรื่องคืออากาศมันหนาวๆ ได้กินอะไรร้อนๆ ก็น่าจะดี

    WP_20131021_18_48_05_Pro

    เมืองอาโอโมริมีชื่อเสียงเรื่อง "หอยเชลล์" (scallop หรือภาษาญี่ปุ่นเรียก hotate) เลยสั่งหอยเชลล์อบเนยมา อร่อยมากจานนี้

    WP_20131021_19_04_42_Pro

    ปลาย่าง

    WP_20131021_19_07_33_Pro

    เอาต้มๆ มาบ้าง หอยต้มใส่เนย

    WP_20131021_18_59_36_Pro

    ค่าเสียหาย สามอย่าง 1,932 เยน ร้านนี้ทำอาหารใช้ได้แต่เป็นร้านคอเหล้า สูบบุหรี่ในร้านได้ ใครแพ้บุหรี่ก็อาจต้องเลี่ยงครับ

    P1010667

    คืนวันที่สองกินร้านดังครับ ชื่อร้านว่า Osanai เป็นต้นฉบับการทำหอยเชลล์ในเมืองนี้ (ลิงก์) ร้านอยู่ตรงหัวถนนหน้าสถานีเลย (ไปจากสถานีอยู่ฝั่งซ้ายมือ ติดกับ CoCo นั่นแหละ) มีป้ายหอยยักษ์เห็นเด่นอยู่หน้าร้าน

    WP_20131022_18_56_41_Pro

    หน้าตาแบบนี้ครับ Osanai

    WP_20131022_18_56_11_Pro

    บรรยากาศภายในร้าน

    WP_20131022_18_22_18_Pro

    ลายเซ็นคนดังมากินเพียบ

    WP_20131022_18_22_00_Pro

    ร้านนี้มีเมนูภาษาอังกฤษครับ (วันที่ไปกินก็เจอคนไทยหลายโต๊ะ) ไม่ต้องกังวลเรื่องสื่อสารไม่รู้เรื่อง

    WP_20131022_18_23_21_Pro

    WP_20131022_18_26_25_Pro

    WP_20131022_18_22_48_Pro

    WP_20131022_18_23_39_Pro

    WP_20131022_18_25_56_Pro

    WP_20131022_18_26_07_Pro

    เริ่มแรกก็จัดมาก่อนเลย หอยเชลล์อบเนย สูตรของร้านนี้เน้นอบแห้ง น้ำน้อยกว่าร้านข้างบน (800 เยน)

    WP_20131022_18_32_19_Pro

    ที่เหลือกินแบบเซ็ต เริ่มจากข้าวหน้าหอยเชลล์ผัดไข่ Hotate Don 750 เยน

    WP_20131022_18_31_04_Pro

    อีกเซ็ตเป็น ข้าวกับซุปหอยเชลล์มิโสะ (Miso Grilled Scallops Set Meal) 1000 เยน

    WP_20131022_18_31_56_Pro

    มันเป็นซุปไข่ใส่หอย ผสมมิโสะมาด้วย แปลกดีครับ

    WP_20131022_18_32_05_Pro

    สรุปว่าอร่อยทั้งคู่ หอยตัวโตสะใจ แต่กินไข่เยอะๆ แบบนี้มันจะเลี่ยนๆ นิดนึงนะ

    Aomori Prefecture Tourist Center

    ถ้าเดินต่อตามถนนเส้น Shin-machi Dori มาอีกสักหน่อย ซ้ายมือจะเห็นปีระมิดยักษ์ตามภาพ (ยิ่งมาตอนกลางคืนมันจะสีเขียวโดดเด่นมาก) ตึกนี้คือสำนักงานการท่องเที่ยวของ จ.อาโอโมริ (ทั้งจังหวัดไม่ใช่เฉพาะตัวเมืองอาโอโมริ) ที่สร้างเป็นรูปตัว A ตั้งอยู่ริมอ่าวอย่างสง่าผ่าเผย

    WP_20131022_19_07_37_Pro

    ผมว่าหน้าตามันเหมือนสำนักงานใหญ่ของขบวนการช็อกเกอร์มากๆ เลยนะ เท่ดี ชอบ

    WP_20131022_19_09_12_Pro

    เผอิญว่าเขากำลังซ่อมโซนตึกหน้าที่เป็นพลาซ่าอยู่ ถ่ายรูปใกล้ๆ เลยไม่สวยเท่าไรครับ

    WP_20131022_19_17_32_Pro

    ดันมาตอนดึก ร้านภายในปิดเกือบหมดแล้วเลยได้แต่เดินดูนิดๆ หน่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นสำนักงานท่องเที่ยวของเมืองต่างๆ ในจังหวัดนั่นแหละ

    WP_20131022_19_13_32_Pro

    ชั้นอื่นๆ มีนิทรรศการและภัตตาคารด้วย

    WP_20131022_19_12_50_Pro

    จังหวัดนี้ขึ้นชื่อเรื่องแอปเปิ้ล ก็ต้องมาบูชาเทพเจ้าแอปเปิลกันสักหน่อย

    Aomori Apple

    สะพาน Aomori Bay Bridge

    หน้าอาคารสำนักงานท่องเที่ยวอาโอโมริเป็นสะพานแขวนสำหรับถนนที่วิ่งเลียบอ่าวอาโอโมริ (บางจุดมันจะลอยข้ามอ่าวด้วย เลยต้องเป็นสะพาน) ชื่อ Aomori Bay Bridge

    ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้วเลยปีนบันไดหน้าสำนักงานท่องเที่ยวขึ้นไปเดินเล่นบนสะพาน (ตอนมืดๆ) ดูสักหน่อยครับ

    WP_20131022_19_20_57_Pro

    สะพานอาจดูมืดๆ หน่อยแต่ก็มีรถวิ่งตลอด ที่สำคัญมีคนวิ่งจ๊อกกิ้งบนสะพานกันเยอะมาก! เราก็เดินย้อนกลับไปทางสถานีรถไฟเรื่อยๆ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ

    Aomori Bridge

    Aomori Bridge

    ถ่ายจากบนสะพานลงมา

    WP_20131022_19_27_51_Pro

    จุดข้ามอ่าวของสะพานครับ ตรงไฟสว่างๆ ตีนสะพานนั่นคือ A-Factory ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป

    Aomori Bridge

    จากบนสะพาน ถ่ายลงมาที่ A-Factory ส่วนที่เลยๆ ไปหน่อย ซ้ายมือสุดในภาพก็คือสถานีรถไฟ Aomori

    WP_20131022_19_36_04_Pro

    อีกภาพแบบชัดๆ รูปนี้ไม่เบลอ (พลังของ 1020!)

    WP_20131022_19_38_41_Pro

    สถานีรถไฟจากมุมสูง

    WP_20131022_19_39_52_Pro

    สะพานแขวนข้ามทางรถไฟ

    WP_20131022_19_40_26_Pro

    ตรง A-Factory มีบันไดสำหรับเดินลงจากสะพานครับ ทำเป็นตึกอย่างดีสี่ชั้น แต่มืดและเปลี่ยว เดินสองคนยังป๊อดๆ เลย

    WP_20131022_19_47_41_Pro

    จากใต้สะพานถ่ายย้อนกลับไปฝั่งในเมือง

    Aomori Bridge

    A-Factory

    A-Factory เป็นโกดังเก่าที่อยู่ริมทะเล ข้างๆ สถานีรถไฟเลยครับ เขาเอามาทำใหม่เป็นร้านอาหาร ศูนย์อาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ตขายของท้องถิ่นเล็กๆ ชิกๆ ครับ ถ้าเดินไปจากสถานีรถไฟก็นิดเดียวอะ

    ตึกสีแดงทางขวามือในภาพเป็นพิพิธภัณฑ์โคมไฟ Nebuta ซึ่งเราไปตอนที่มันปิดแล้ว และรู้สึกว่าไม่น่าสนใจเท่าไรเลยไม่ขวนขวายไปดูในวันต่อมา

    WP_20131021_18_20_17_Pro

    ด้านหน้า A-Factory พร้อมวิวด้านหลังเป็นสะพาน

    WP_20131021_18_22_29_Pro

    จากหน้า A-Factory มองข้ามไปฝั่งในเมือง

    WP_20131021_18_36_19_Pro

    โลโก้ A-Factory ก็รวมเอาจุดเด่นของเมืองคือแอปเปิลกับตัวอักษร A (Aomori) เข้าไว้ด้วยกัน

    A-Factory Aomori

    ฮัลโลวีนเต็มเมืองญี่ปุ่น

    A-Factory Aomori

    A-Factory Aomori

    A-Factory Aomori

    ร้านขายของ OTOP ท้องถิ่น (แต่ราคาพรีเมียม)

    A-Factory Aomori

    น้ำแอปเปิลสารพัดรส สารพัดแบรนด์

    A-Factory Aomori

    WP_20131021_18_31_30_Pro

    เบเกอรี่และของสด

    A-Factory Aomori

    A-Factory Aomori

    A-Factory Aomori

    นกเพนกวินของ Suica ในชุดฟักทอง

    A-Factory Aomori

    ชั้นสองของ A-Factory เป็นร้านอาหารฝรั่งแบบหรูหรา

    A-Factory Aomori

    ชั้นล่างเป็นศูนย์อาหารเล็กๆ ครับ เผอิญว่าไปช่วงดึกมันเลยดูเงียบๆ และดูหน้าตาอาหารแล้วไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร เลยเปลี่ยนใจไปกินในเมืองแทน

    A-Factory Aomori

    A-Factory Aomori

    จากหน้า A-Factory มองกลับไปฝั่งสถานีรถไฟ เห็นโรงแรม Toyoko-inn เด่นเป็นสง่า

    Toyoko-inn Aomori

    ตลาดปลา Furukawa Aomori Fish Market

    ของขึ้นชื่ออีกอย่างของเมืองนี้คือตลาดปลา โดยตลาดท้องถิ่นชื่อว่า Furukawa Aomori Fish Market อยู่ตามพิกัดในแผนที่ข้างต้น

    Aomori Fish Market

    ตลาดปลาเมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่อง "ข้าวหน้าปลา"หรือ Nokkedon โดยเราจะต้องไปซื้อข้าวสวยใส่ถ้วยก่อน แล้วเดินซื้อปลาหรืออาหารทะเลมากินกับข้าวจากร้านอื่นๆ เราเลยลองไปกินอาหารเช้าที่นี่กัน

    Aomori Fish Market

    วิธีการคือซื้อข้าวก่อนครับ คุณป้าหน้าตลาดขายข้าว

    Aomori Fish Market

    ของที่นี่เขาจะขายเป็นสแตมป์ 10 ดวง ดวงละ 100 เยน (ราคาอาหารจะลงด้วย 100 เยนทั้งหมด) อยากซื้ออะไรก็เลือกแล้วฉีกสแตมป์ให้เขาไป

    Aomori Fish Market

    ป้ายคำอธิบายหน้าตลาด อ่านไม่ออกแต่ก็พอดูรูปได้

    Aomori Fish Market

    ของทุกอย่าง 100 เยนขึ้นไป

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    หอยเชลล์ครับ ตัวใหญ่มาก

    Aomori Fish Market

    ปลาหมึก

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    ของทอด

    Aomori Fish Market

    อาหารที่เป็นผักก็มี ผัดผัก ผักดอง

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    อาหารสดสำหรับคนซื้อไปทำเอง

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    ในตลาดจะมีที่นั่งให้เป็นจุดๆ ซื้อข้าวแล้วก็เอาไปวางนั่งกินได้เลย น้ำชามีบริการฟรี กินเสร็จก็เก็บลงถังขยะเองแบบฟาสต์ฟู้ด

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    Aomori Fish Market

    ซอสปรุงชส ชาร้อน อ่างล้างมือ มีพร้อม

    Aomori Fish Market

    มื้อนี้ครับ Nokkedon แบบมั่วๆ มา แปลกๆ ดี อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง

    Aomori Fish Market

    ของที่ระลึกก็มี

    Aomori Fish Market

    ทริปท่องเที่ยวภายในตัวเมืองอาโอโมริก็จบลงแค่นี้ครับ โดยรวมแล้วคิดว่าเป็นเมืองที่มีสเน่ห์คืออยู่ติดทะเล มีสิ่งปลูกสร้างแปลกๆ เยอะ อาหารอร่อย แต่ในเมืองก็ไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรมากนัก เหมาะกับการแวะเวียนไปและใช้เป็นฐานในการท่องเที่ยวภาคเหนือของโทโฮคุนั่นเอง

    Keyword: 


    0 0

    ตอนนี้เราจะเริ่มเที่ยวป่าเขาธรรมชาติกันแบบจริงจังแล้วครับ เป้าหมายของเราคือทะเลสาบโทวาดะ (Towada-ko) ซึ่งเป็นทะเลสาบใหญ่ที่อยู่ใต้จังหวัดอาโอโมริลงมานิดหนึ่ง มีชื่อเสียงเรื่องลำธารโออิราเซะ (Oirase) ที่สวยงาม โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่มีใบไม้เปลี่ยนสี

    Oirase Stream

    การเดินทางไปทะเลสาบโทวาดะค่อนข้างลำบากเพราะอยู่กลางป่าเขา ไม่มีรถไฟใด ๆ วิธีเดินทางมีอย่างเดียวคือรถบัสเท่านั้น

    รู้จักทะเลสาบโทวาดะ

    ทะเลสาบโทวาดะเป็นทะเลสาบใหญ่อันดับ 12 ของญี่ปุ่น ตัวทะเลสาบเกิดจากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว ทะเลสาบนี้อยู่ตอนเหนือของเกาะฮอนชู โดยจะอยู่ตรงกึ่งกลางเกาะพอดีถ้าเราวัดจากฝั่งซ้าย-ขวาของเกาะ ถ้านับพื้นที่จังหวัดจะอยู่ตรงรอยต่อของจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) ที่อยู่ตอนเหนือสุด กับจังหวัดอาคิตะ (Akita) ที่อยู่ใต้ลงมาหน่อย

    เนื่องจากมันเป็นทะเลสาบที่อยู่กลางป่าเขา แถวนั้นไม่มีเมืองใหญ่ที่เป็นรถไฟผ่านเลย การเดินทางจึงต้องเริ่มจากเมืองแล้วนั่งรถบัสเข้ามา ซึ่งมีอยู่สองสูตรคือ มาจากเมือง Aomori ที่อยู่ด้านเหนือของทะเลสาบ กับมาจากเมือง Hachinohe ที่อยู่ด้านตะวันออกของทะเลสาบ

    lake-towada-map

    ผมใช้วิธีตั้งต้นที่เมือง Aomori แล้วนั่งรถบัสย้อนลงมาครับ เส้นทางการวิ่งของรถบัสจะเป็นไปตามแผนที่ด้านล่างครับ ระยะทางประมาณ 60-70 กิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นการนั่งรถบนเขาคดเคี้ยว การเดินทางจึงใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงบนรถ!

    aomori-towada

    เส้นทางรถจากอาโอโมริมายังทะเลสาบโทวาดะ มีจุดน่าสนใจระหว่างทางคือ ภูเขาฮักโกดะ (Hakkoda) ซึ่งมีรถกระเช้า Hakkoda Ropeway ขึ้นไปดูวิวจากบนภูเขาได้ (เว็บไซต์) และช่วงก่อนถึงทะเลสาบโทวาดะจะเป็นถนนเลียบลำธารโออิราเสะ ซึ่งเป็นไฮไลท์ของเส้นทางนี้เลย

    วางแผนการเดินทาง

    ตามปกติแล้ว นักท่องเที่ยวจะเดินทางจากอาโอโมริ เพื่อมานอนรับอากาศบริสุทธิ์ที่ริมทะเลสาบโทวาดะ พร้อมท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง เช่น เดินเขา ล่องเรือชมทะเลสาบ ฯลฯ จากนั้นจึงเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น

    แต่เนื่องจากว่าช่วงที่ผมไปเป็นช่วงไฮซีซั่นครับ คนญี่ปุ่นเองก็อยากมาชมใบไม้ทองที่โออิราเสะกัน ทำให้ที่พักริมทะเลสาบโทวาดะถูกจองเต็มหมด ทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้ของผมคือนั่งรถไป-กลับโดยไม่ต้องค้างคืน แล้วกลับมานอนที่อาโอโมริอีกคืนหนึ่ง

    นั่นแปลว่าผมจะต้องใช้เวลาทั้งหมด 6 ชั่วโมงบนรถบัสเพื่อไปดูทะเลสาบ-ลำธาร!

    เมื่อมีข้อจำกัดแบบนี้ จึงต้องวางแผนการเดินทางกันอย่างละเอียดครับ

    ค่าโดยสาร

    ก่อนอื่นเริ่มจากข้อมูลรถโดยสาร ซึ่งมีสายเดียวจาก Aomori ไป Towada คือเส้น JR Bus Tohoku Aomori Station-Lake Towada (ข้อมูลในเว็บเป็นญี่ปุ่นล้วน ใช้ Google Translate กันเอง)

    ถ้านั่งยาวจากสถานีอาโอโมริ มาสุดทางที่ทะเลสาบโทวาดะ (ป้าย Towadako) ค่าโดยสารจะแพงถึง 3,000 เยนต่อคน (คิดราคาตามจำนวนป้าย) ด้วยเหตุนี้เราจึงตัดสินใจว่าจะซื้อ JR Pass ที่ตีตั๋วเหมาในส่วนนี้ได้ (ในขณะที่ JR East Pass ไม่รวมค่ารถบัสตรงนี้ - บล็อกเก่าเรื่อง Tohoku Shinkansen)

    ดังนั้นหากว่าเป็นคนไทยไปเที่ยว ก็คงมีสูตรเดียวที่เวิร์คคือใช้ JR Pass ไม่งั้นค่าใช้จ่ายส่วนของการเดินทางจะแพงมาก

    เส้นทาง

    เส้นทางการวิ่งของรถบัสพร้อมชื่อป้ายต่างๆ สามารถดูได้ตามแผนที่ข้างล่างนี้ (มีจากทั้ง Aomori และ Hachinohe)

    towada-bus-map

    ป้ายสำคัญๆ ที่ควรสนใจ

    • Aomori Stationสถานีต้นทาง หน้าสถานีรถไฟอาโอโมริ
    • Rope way stationรถกระเช้าขึ้นภูเขา Hakkoda
    • (ระหว่างทางมีป้ายที่เขียนว่า onsen เยอะ แปลว่าเป็นออนเซ็นเอกชนบนเขา ที่รถบัสจะแวะรับส่งผู้โดยสารที่มานอนออนเซ็น)
    • Ishigedoเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินป่าริมลำธารโออิราเซะ มีร้านอาหาร-ห้องน้ำอยู่ที่นี่
    • Chyoshi-otakiน้ำตกไฮไลท์ของเส้นทางเดินป่า
    • Nenokuchiเป็นจุดแรกที่เราจะเจอทะเลสาบโทวาดะ และจุดเริ่มต้นของลำธารโออิราเซะ มีอาคารที่พัก-ร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวอยู่นิดหน่อย
    • Lake Towadaสถานีปลายทาง เป็นโซนบ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบ

    เนื่องจากผมไม่ได้นอนค้างที่ริมทะเลสาบ ดังนั้นจะเดินทางไปถึงแค่ป้าย Nenokuchi โดยตั้งใจว่าจะแวะขึ้นกระเช้าที่ Hakkoda Ropeway ด้วย

    ตารางเวลา

    ตารางเวลาของรถบัสจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล (ฤดูปกติ-ฤดูหนาว) โดยสามารถดูตารางที่เป็นปัจจุบันที่สุดได้จากหน้าเว็บของ JR Tohoku

    ปัญหาของรถบัสสายนี้คือนอกจากแพงแล้ว มันยังมีรถน้อยด้วย โดยช่วงบ่ายมีรถที่ออกจากทะเลสาบโทวาดะกลับไปยังอาโอโมริเพียงแค่ 3 เที่ยวเท่านั้นคือรอบ 13:50, 14:55, 16:10 ตามลำดับ (คลิกดูภาพใหญ่ได้) นั่นแปลว่าถ้าผมพลาดรถขากลับแล้วก็คงได้นอนบนป่าเขาแน่ๆ ครับ

    เท่านั้นยังไม่พอ เนื่องจากมันเป็นหน้าไฮซีซั่นครับ เราเลยไม่มั่นใจว่าคนจะเยอะน้อยแค่ไหน เท่าที่เช็คดู รถบัสมีที่นั่งจำกัดแต่ถ้าคนเยอะก็ต้องยืน แต่ด้วยระยะทางไกลพอตัวทำให้การยืน 3 ชั่วโมงอาจไม่ค่อยเวิร์คนัก (ไม่มีใครรู้ว่าสภาพการณ์เบื้องหน้าจะเป็นเช่นไร) ทำให้ผมต้องตั้งเป้าว่าจะนั่งรถเที่ยว 13:50 กลับอาโอโมริ เพราะถ้าหากว่าเกิดผิดพลาดอะไร (เช่น ตกรถ) จะได้ยังมีรถเที่ยว 14:55 คอยสำรองเอาไว้ด้วย

    towada1

    พอถูกจำกัดด้วยเวลาขากลับ ทำให้เวลาขาไปถูกจำกัดตาม

    รถเที่ยวเช้าที่สุดที่ออกจากสถานีอาโอโมริคือ 7:50 ซึ่งจะไปถึงป้าย Nenokuchi ที่ต้องการในเวลา 10:20 (มีเวลาเที่ยวประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง) แต่เนื่องจากเราตั้งใจจะไปขึ้นรถกระเช้าที่ Ropeway ด้วย ทำให้ต้องลงที่ป้าย Ropeway ก่อนในเวลา 8:44 และ "พยายาม"ทำเวลาเพื่อให้ขึ้นรถเที่ยวต่อไป (ผ่าน Ropeway ตอน 10:17 น.)

    ตามแผนนี้จะไปถึงป้าย Nenokuchi ตอน 11:53 (มีเวลาเที่ยวประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง)

    aomori1

    เวลาช่วงนี้เราต้องการใช้ไปกับการเดินป่าเลียบลำธารโออิราเซะ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของเส้นทางนี้เลย การเดินทางไม่มีอะไรยากเพราะเส้นทางเดินป่าจะอยู่ติดลำธารและถนน บางจุดต้องเดินบนถนน ซึ่งฝรั่งหรือญี่ปุ่นบ้าพลังบางคนก็เดินกันสุดทาง ใช้เวลากันราว 3-4 ชั่วโมง

    แผนที่เส้นทางการเดินริม Oirase Stream (ช่วงต้น) (แผนที่ฉบับเต็มสำหรับคอเดินป่าตัวจริง)

    Oirase Walking Map

    ถ้ามีเวลาสักครึ่งวันก็คงไม่มีปัญหาครับ แต่ด้วยเวลาการเที่ยวที่จำกัดประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้นแผนการเดินเที่ยวเลียบลำธาร Oirase จึงต้องจำกัดมากเพราะถ้ามัวแต่เดินมีตกรถแน่นอน (รถบัสญี่ปุ่นจอดตามป้ายเป๊ะ จะมาแนวรถวิ่งผ่านแล้วโบกแบบเมืองไทยก็คงไม่ได้) แผนการเดินทางสุดท้ายจึงกลายเป็นการนั่งรถไปลงที่ Nenokuchi ก่อน (ชมลำธารจากบนรถ) กินข้าวที่ริมทะเลสาบ แล้วเดินย้อนมาเรื่อยๆ เพื่อรอขึ้นรถกลับที่ป้ายก่อนหน้าหนึ่งป้าย Choshi-otaki หรือน้ำตก Grand Choshi Waterfall

    จากแผนผังข้างต้นระบุว่าการเดินจาก Nenokuchi ไปยัง Grand Choshi จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อพิจารณาว่าเดินด้วยถ่ายรูปด้วย พักด้วย ก็น่าจะใช้เวลาเกือบชั่วโมง เมื่อรวมกับเวลากินข้าวริมทะเลสาบแล้วก็จะอยู่ในกรอบเวลา 2 ชั่วโมงระหว่างเที่ยวรถพอดี

    นั่งรถ 6 ชั่วโมงเพื่อไปเที่ยว 2 ชั่วโมง? ใช่แล้วครับ ทรหดมาก (ก่อนไปก็หวั่นๆ) แต่ผลสุดท้ายก็คุ้มค่านะ

    ล้อหมุน เริ่มนั่งรถจากสถานี Aomori

    จบเนื้อหาภาคทฤษฎี เข้าสู่ภาคปฏิบัติกันสักทีครับ

    เราต้องขึ้นรถบัสเที่ยว 7:50 น. โดยไม่สามารถซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมว่ามันเป็นหน้า high-season แล้ว ก็ควรรีบไปแต่เนิ่นๆ เพื่อจองคิวรถ

    โชคดีว่าโรงแรมอยู่หน้าสถานีรถไฟพอดี เดินออกมาจากโรงแรม 20-30 เมตรก็เจอกับป้ายรถบัสเลย (ป้ายเบอร์ 11) ออกมาช่วงประมาณ 7:30 น. ก็พบกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากตั้งแต่เช้ามืด

    นั่นคือ "ลุงป้าญี่ปุ่นยืนต่อคิวเตรียมไปเที่ยว"คิวยาวเฟื้อย

    เจอแบบนี้เข้าไปก็เงิบแต่เช้าเลยครับ แต่ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากไปยืนต่อคิวต่อไป ยืนนับจำนวนคนในคิวดูแล้วก็หวั่นใจว่า กูไม่ได้ไปรถเที่ยวแรกแน่ๆ T_T

    ใกล้เวลาออกเดินทาง รถบัสก็มาจอดเทียบท่า คุณป้าญี่ปุ่นก็เดินขึ้นไปทีละคน นั่งกันจนเต็มตอนที่ยังไม่ถึงคิวของเรา

    Oirase-Lake Towada

    คนขับก็ยืนชี้โบ๊ชี้เบ๊ บอกให้คนที่เหลือในคิว "ยืนรอตรงนี้"แล้วเขาก็ขยับรถออกไปหน่อยนึง ทันใดนั้นก็มีสิ่งที่เหมือนสวรรค์มาโปรดนั่นคือ "รถบัสอีกคัน"ขับเข้ามาจอดแทนที่คันแรก!!!

    สรุปว่าหน้าไฮซีซั่น คนญี่ปุ่นเขาก็เตรียมพร้อมโดยมีรถมากกว่าหนึ่งคัน ขับตามกันไปในสล็อตเวลาเดียวกันครับ (รอดแล้วเว้ย)

    ภาพถ่ายจากบนรถลงไปหน้าสถานีครับ (ป้ายเบอร์ 11)

    Oirase-Lake Towada

    รถวิ่งทั้งหมด 3 ชั่วโมง ทัวริสต์ที่ดีพึงเตรียมน้ำ ขนม อาหาร มาให้เรียบร้อย รถจะแวะพักกลางทางประมาณ 2 ครั้งให้เข้าห้องน้ำกัน

    20131022_083005

    จุดแรกที่พักป้าย Kayano-chaya

    Kayano Chaya

    P1010674

    20131022_083655

    JR Bus หน้าตาแบบนี้ครับ

    JR Bus Tohoku

    จุดแวะเข้าห้องน้ำของ Kayano Chaya มีต้นใบไม้แดงอยู่ต้นหนึ่ง กลายเป็นจุดที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปกัน

    Oirase-Lake Towada

    มีขนมและอาหารขาย

    Oirase-Lake Towada

    Oirase-Lake Towada

    พักประมาณ 10 นาทีก็นั่งรถกันต่อครับ นั่งมาถึงป้ายต่อมาคือ Ropeway หน้าตาดังภาพ เราตั้งเป้าจะมาขึ้นรถกระเช้าดูวิวที่นี่ ก็ลงที่ป้ายนี้ตอน 8:44 น. โดยประมาณ

    Towada Ropeway

    ป้ายรถบัสเป็นกระท่อมเล็กๆ อยู่ด้านหน้าของสถานี Ropeway ครับ (เบอร์ A-21)

    Towada Ropeway

    ตารางรถที่จะผ่านป้ายนี้ (ขาขึ้นเขาจากอาโอโมริไปทะเลสาบ) เที่ยวต่อไปคือ 10:17 น.

    Towada Ropeway

    ไปถึงสถานี Ropeway แล้วก็ตั้งใจทำเวลาครับ เห็นมีลุงๆ ป้าๆ ญี่ปุ่นที่ลงรถของเราและรถคันอื่นก็เดินเข้าไปซื้อตั๋วขึ้นกระเช้ากันถ้วนหน้า แต่เดินเข้าไปก็เจอเคาเตอร์ปิดทำการพร้อมสาวๆ ขายตั๋วเดินวนไปวนมาอยู่ตรงนั้น

    สักพักคนญี่ปุ่นที่มาก่อนหน้าเราก็เดินออกไปที่ลานจอดรถกันหมด ระหว่างที่กำลังงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นนั้น ภาพบนจอก็เขียนเป็นตัววิ่งภาษาอังกฤษชัดเจนครับ "กระเช้างดให้บริการเนื่องจากลมแรง" (ropeway has been suspended due to strong winds)

    20131022_085949

    เจอมุขนี้เข้าไปก็อึ้งไปพักใหญ่ครับ ก่อนจะมานั่งเรียบเรียงความคิดแล้วได้ข้อสรุปว่า คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรอรถบัสเที่ยวต่อไป 10.17 น. ซึ่งก็อีกชั่วโมงกว่าเลยนะ ระหว่างนั้นก็มีรถทัวร์ญี่ปุ่นวิ่งเข้าออกตลอด ทุกคนก็ผิดหวังกลับไปเหมือนกันอย่างเท่าเทียม (1 คน 1 ผิดหวัง เท่าเทียมกัน)

    20131022_090105

    ในเมื่อตรงนั้นไม่มีอะไรทำก็ออกไปเดินเล่นดีกว่า (มีญี่ปุ่นอีกกลุ่มที่มาด้วยกันก็เดินเหมือนเรา)

    Oirase-Lake Towada

    Oirase-Lake Towada

    Oirase-Lake Towada

    Oirase-Lake Towada

    Towada Ropeway

    Towada Ropeway

    Oirase-Lake Towada

    รอจนได้เวลาอันควร รถบัสเที่ยวต่อไปก็มาตรงเวลา เราก็เดินทางกันต่อครับ จุดแวะพักจุดต่อไปเป็นรีสอร์ตออนเซ็น (ลืมชื่อแล้ว) จอดให้เข้าห้องน้ำ 5 นาที มีสระน้ำกับดอกไม้แดงพอให้แวะถ่ายรูปเก๋ๆ

    Oirase-Lake Towada

    นั่งต่อมาอีกตามเวลา ระหว่างทางก็เจอวิวสวยๆ มากมาย ทั้งใบไม้แดง-ทอง

    Oirase-Towada

    Oirase-Towada

    Oirase-Towada

    Oirase-Towada

    บึงน้ำ

    Oirase-Towada

    ฝนตก ถนนลื่น

    Oirase-Towada

    เริ่มเห็นลำธาร Oirase ขนานไปกับถนน และคนเดินกันพอสมควร

    Oirase-Towada

    น้ำมีตลอดทาง เชี่ยวบ้าง สงบนิ่งบ้าง

    Oirase-Towada

    จนมาถึงป้าย Nenokuchi ริมทะเลสาบ เป้าหมายปลายทางของเราตรงนี้

    P1010716

    Lake Towada

    Oirase-Lake Towada

    P1010715

    ป้ายตรง Nenokuchi มีอาคารบริการนักท่องเที่ยวเล็กๆ ร้านอาหารอีก 2-3 ร้าน และท่าเรือ บรรยากาศดีครับ ต้นไม้กำลังเริ่มสวย

    P1010726

    P1010725

    P1010724

    Oirase-Lake Towada

    P1010721

    แอบถ่ายคนญี่ปุ่น

    P1010728

    ถ่ายเองบ้าง

    Oirase-Lake Towada

    เดินเที่ยวเสร็จก็กินอาหารกลางวัน ตรงนั้นมีให้เลือก 2-3 ร้าน ก็ใช้วิธีมั่วอย่างเดียว ร้านที่ลองชื่อ Negisiyaมีห้องพักให้บริการด้วย

    Lake Towada

    ลุงเจ้าของร้านโบกรถได้ใจมาก เลยมาลองร้านนี้

    Lake Towada

    เมนูในร้านเป็นญี่ปุ่นล้วน มีราเม็งขายด้วย แต่ลุงเจ้าของร้านแนะนำชุดปลา ก็เลยเอาวะ มารู้ภายหลังว่าชุดละ 2300 เยน แพงโฮก แต่อร่อยนะ กลับมาไทยค้นข้อมูลว่าเป็นปลา Himemasu ที่เลี้ยงในทะเลสาบ Towada สายพันธุ์เดียวกับแซลมอน เนื้อปลาจึงสีออกส้มครับ (การเพาะพันธุ์ปลา Himemasu ที่ Towada เป็นภาษาญีปุ่น ใช้ Google Translate แปลคร่าวๆ แต่ก่อนชาวบ้านเชื่อว่ามีมังกรฟ้าในทะเลสาบจึงไม่กล้าจับปลา กระทั่งมีการทำเหมืองละแวกนี้ ด้วยจำนวนคนงานกว่าสองพันคนซึ่งต้องการทานปลาที่สดใหม่ เลยเริ่มหาทางเพาะเลี้ยงผ่านอุปสรรคหลายครา สุดท้ายก็เพาะพันธุ์ปลา Himemasu ที่ Towada จนสำเร็จ)

    Lake Towada

    ปลาพอกเกลือย่าง อาหารเด่นย่านภูเขา-แม่น้ำของญี่ปุ่นครับ กินแล้วอร่อยจริงทุกเจ้า

    Oirase-Lake Towada

    กินเสร็จแล้วก็เริ่มเดินตามแผน อันนี้เป็นต้นน้ำของลำธารโออิราเซะ (มันเป็นลำธารที่ไหลออกจากทะเลสาบนะครับ)

    Oirase-Lake Towada

    Oirase-Lake Towada

    น้ำและต้นไม้ช่วงต้นลำธาร สวยงามมาก น้ำยังนิ่ง ต้นไม้สวย

    Oirase-Lake Towada

    Oirase Stream

    Oirase-Lake Towada

    ป้ายบอกระยะทางของเส้นทางเดินป่า พร้อมถนน

    Oirase-Towada

    เดินเลาะริมน้ำมาเรื่อยๆ

    Oirase Stream

    บางจุดเค้าก็ทำฝายบ้าง

    Oirase Stream

    Oirase Stream

    P1010790

    บางช่วงต้องเดินบนถนน

    P1010788

    P1010781

    แต่ส่วนใหญ่เป็นทางกรวด ติดน้ำเลยครับ อากาศก็หนาวมาก ประมาณ 10 องศา เตรียมเสื้อหนาว หมวก ถุงมือ อุปกรณ์กันฝนกันชื้นกันมาดีๆ

    Oirase Stream

    Oirase Stream

    Oirase Stream

    Oirase Stream

    ที่นั่งริมน้ำ

    Oirase Stream

    แนวตั้งบ้างครับ

    Oirase

    น้ำเชี่ยว

    Oirase Stream

    Oirase Stream

    Oirase Stream

    คนญี่ปุ่นก็เดินกันเยอะ ฝรั่งก็มีบ้าง

    Oirase-Lake Towada

    น้ำตก Choshi Ootaki ซึ่งถือเป็นน้ำตกใหญ่ของลำธารแห่งนี้ คนถ่ายรูปกันเพียบ

    Oirase-Lake Towada

    Oirase

    ลองถ่ายแบบเปิดหน้ากล้อง

    Oirase-Lake Towada

    มุมข้างของน้ำตกครับ มีบันไดให้เดินจากถนนลงไปดูน้ำตก

    Oirase-Lake Towada

    Oirase

    มวลมหาทัวริสต์ ถ่ายรูปน้ำตก

    Oirase-Lake Towada

    คุณป้าญี่ปุ่น อุปกรณ์ครบมือ ถ่ายรูปน้ำตกกัน

    Oirase

    นอกจากน้ำตกนั้นแล้วยังมีน้ำตกอื่นๆ อีกมากครับ

    Oirase-Lake Towada

    ทุกน้ำตกมีชื่อหมด

    P1010709

    Oirase

    หลังจากน้ำตก Choshi ก็ได้เวลากลับ ไปยืนที่ป้ายรถบัสตามนัด แล้วก็ขึ้นรถกลับ โชคดีที่มีที่นั่ง แต่ป้ายหลังๆ จากนั้นก็มีคนขึ้นมาอีกเยอะ (คนไทยก็มี) ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดทาง (คนญี่ปุ่นที่มาเที่ยวแล้วแวะนอนอ็อนเซ็นกลางทางก็มาก)

    P1010708

    รถแห่เกี้ยวญี่ปุ่นที่เจอระหว่างทาง

    P1010703

    น้ำตกอื่นๆ

    P1010705

    จุดแวะพักระหว่างทาง จุดนี้เค้ามาแวะรับคนของรีสอร์ทเฉยๆ ไม่ให้เราลง แต่ต้นไม้แดงเชียว

    Oirase

    นั่งรถยาวมาอีก 3 ชั่วโมง รถบัสจะแวะส่งคนที่สถานี Shin-Aomori ก่อนแล้วค่อยไปสุดทางที่สถานี Aomori ครับ (ขาไปไม่ผ่าน Shin-Aomori) ทำให้เสียเวลากว่าขามาอีกหน่อย

    Shin Aomori Station

    สรุปว่าการมาเที่ยวทะเลสาบ Towada และลำธาร Oirase รอบนี้คุ้มค่า เพราะมาเจอช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดีๆ เป๊ะมาก (ไปช่วงปลายเดือน ต.ค. ภาพถ่ายช่วงเวลาอื่นๆ บริเวณน้ำตก Chyoshi-otaki) ถึงแม้จะนั่งรถกันทรหดหน่อย และถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาของเที่ยวรถอยู่บ้าง (แถมยังไม่ได้ขึ้นกระเช้าอีกต่างหาก) แต่สุดท้ายแล้วก็ถือเป็นทริปธรรมชาติสวยงามชั้นยอดอีกทริปหนึ่งที่ไม่ควรลืมเลือน


older | 1 | .... | 14 | 15 | (Page 16) | 17 | 18 | .... | 28 | newer