Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


Channel Description:

Just a Blog from Thailand

(Page 1) | 2 | 3 | .... | 28 | newer

    0 0

    ปกติเวลาเขียนข่าวบน Blognone ผมจะใช้วิธีฝากไฟล์ภาพไว้บน Picasa แล้ว embed มา (เหตุผลที่ใช้ Picasa ก็ง่ายๆ คือไม่อยากให้ปนกับภาพถ่ายใน Flickr)

    ปัญหาคือเวลาก็อปปี้โค้ด embed ของ Picasa มันจะเฉพาะความกว้าง (หรือความสูง) ไม่เกิน 800px เท่านั้น ในขณะที่บางครั้งจะต้องการแปะรูปภาพที่มีความสูงเยอะกว่านั้น (เช่นข่าวนี้ นโยบายการใช้มือถือ-โซเชียลเน็ตเวิร์คขององค์กร มีผลต่อการสมัครงาน)

    ลองค้นข้อมูลดูก็พบว่าทำได้ แต่ต้องมีทริคเล็กน้อย

    ปกติ URL ของภาพใน Picasa จะมีโครงสร้างดังนี้

    https://lh6.googleusercontent.com/-5oGp1hvQVF8/TrON_ZjZcFI/AAAAAAAAMAA/CoJUrKsYcbA/s800/image-name.jpg

    สังเกตตรงคำว่า s800 คือขนาดความกว้าง/สูงที่เป็นไปได้มากที่สุดของภาพ

    เราก็เปลี่ยนตัวเลขตรงนี้เป็น s0 โดยอย่างอื่นเหมือนเดิม เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ

    ที่มา - Picasa Help Forum

    Keyword:


    0 0

    ช่วงนี้น้ำท่วมเวลาว่างเยอะ ก็ได้โอกาสขุดรูปภาพที่ดองเอาไว้เยอะมาก มาเขียนเป็นบล็อกแก้ความเบื่อ (ของคนเขียน) ละกันนะครับ

    หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผ่านจังหวัดปราจีนบุรีหลายรอบเพราะอยู่ในเส้นทางอพยพของข้าพเจ้า ก็รู้จักร้านอาหารเพิ่มเติมอีกหลายร้าน

    ร้านแรกในซีรีส์ชื่อว่าร้าน "ชมชล" เป็นร้านอาหารอยู่ติดแม่น้ำบางปะกง อำเภอเมืองปราจีนบุรี แต่ตัวร้านจะอยู่ออกมานอกอำเภอเล็กน้อย ต้องข้ามแม่น้ำมาอีกฟาก อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ขับเลยมาอีกนิดนึงจะอยู่ด้านซ้ายมือ ติดน้ำ (พิกัดใน Foursquare)

    บรรยากาศก็เหมือนร้านอาหารริมน้ำทั่วไป มีแพให้ลงไปนั่งสัมผัสน้ำ ให้อาหารปลา (มีขายแยก) รื่นรมย์แถมได้บุญ

    ชมชล วิวเป็นแม่น้ำบางปะกงสวยงาม น้ำเยอะกำลังได้ที่

    แม่น้ำบางปะกง

    สั่งอาหารมาไม่กี่อย่างครับ อย่างแรกสิ้นคิดมาก เห็ดสามอย่างผัดซอส อยู่ในเมนูแนะนำ แต่กลับอร่อยโคตรๆ ผัดได้อร่อยมาก (ไม่รู้ใส่ซอสอะไรแฮะ)

    เห็ดผัดซอส

    ต่อมา ฉู่ฉี่กุ้งแม่น้ำ ราคาตามน้ำหนัก เลยถามราคาแล้วพบว่ากุ้งแม่น้ำโลละประมาณ 700-800 บาท ฟังแล้วสยอง (เพิ่งน้ำตาไหลมา) เลยจำกัดความเสียหายโดยสั่งมาแค่ 2 ตัว รวม 200 บาท

    กุ้งตัวใหญ่ (ดูขนาดเทียบกับช้อน) อร่อย น้ำฉูฉี่ก็อร่อยแต่ให้มาน้อยไปหน่อย สรุปว่าผ่านแต่กินเยอะมากไม่ไหว

    ฉูฉี่กุ้งแม่น้ำ

    สุดท้าย ต้มยำปลากระพง อันนี้ธรรมดา รสชาติไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไร

    ต้มยำปลากระพง

    สรุปว่าแนะนำ ถ้ามีโอกาสคงไปกินอีก แต่ต้องระวังเพราะร้านอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ซึ่งเป็น tourist destination ดังนั้นตอนเที่ยงต้องกะเวลาดีๆ ไปเร็วหน่อย มิฉะนั้นอาจพบกับ "ทัวร์ลง" ได้ (ตอนผมไปเจอ 2 กรุ๊ปใหญ่)

    Keyword:


    0 0

    บล็อกของกินค้างเขียน ลำดับมั่วๆ หน่อยนะครับ ตามความสะดวกของคนเขียน

    ในฐานะคนโคราช สมัยเด็กๆ ผมเรียนอยู่บ่อยๆ ว่าภาคอีสานเนี่ยมันห่างไกลทะเล หาของทะเลกินยาก คนเลยขาดไอโอดีน เป็นโรคคอพอกได้ง่าย (แถมเคยไปดูโรงผลิตเกลือสินเธาว์ ที่โชว์ว่าเติมไอโอดีนลงไปด้วย)

    เวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน โลกเปลี่ยนไปมาก และกลายเป็นว่ามีร้านอาหารซีฟู้ดในภูมิภาค ที่มีแพปลาของตัวเองที่ภาคตะวันออก และมีรถขนส่งวัตถุดิบของตัวเองโดยตรง (จะได้สดกว่าการใช้รถคนอื่น) การอยู่ไกลทะเลไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

    ร้านนี้ชื่อ "เกาะช้าง ชาวเล" ตั้งอยู่ที่ ถ.สืบศิริ ต้องเข้าซอย (ซอยวัดป่า) ไปเล็กน้อย (พิกัดใน Google Maps)

    เนื่องจากว่าไปกินแค่ไม่กี่อย่าง แต่มีรายการอาหารในเมนูเยอะ ก็เอาเท่าที่เคยกินละกันนะครับ

    ปลาหมึกนึ่งมะนาว น้องชายชอบกินปลาหมึกนึ่งมะนาวมาก ไปที่ไหนก็สั่งตลอด รอบนี้มาถึงร้านซีฟู้ดโดยตรงแล้วก็เลยสั่งอีก ผลคือปลาหมึกนึ่งมะนาวที่หน้าตาไฮโซมากที่สุดที่เคยเห็น (และให้ปลาหมึกเยอะที่สุดที่เคยเจอ)

    แต่รสชาติของน้ำมะนาว น้องผมบอกว่า "ยังไม่แซบ" คือมีรสเปรี้ยวอย่างเขียว ขาดรสเผ็ดไปหน่อย (อันนี้แล้วแต่คนชอบด้วย) ให้ 3/5 ดาว

    ออเดิร์ฟทะเล

    ออเดิร์ฟทะเลนึ่ง ประกอบด้วยปลาหมึก กุ้ง เนื้อปลา และแมงกระพรุน อันนี้เป็นอาหารนึ่งธรรมดาที่ต้องจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟูีด ความเด่นเลยไปขึ้นกับน้ำจิ้มมากกว่า (ผมว่ายังไม่ค่อยโดนเท่าไร) ให้ 3/5 ดาวเหมือนกัน

    ปลากระพงทอดน้ำปลา

    ปลากระพงทอดน้ำปลา ตัวใหญ่สะใจ ทอดกรอบถึงเนื้อใน ราดน้ำปลาปรุงอร่อย เอาไปเลย 5/5 อยู่ในระดับที่ต้องสั่ง

    กุ้งเผา

    กุ้งเผา ที่เห็นนี้ 1 กิโล ไปกัน 5 คนกินกันจนกระอัก อย่างที่บอกไปแล้วว่าอาหารลักษณะนี้ใช้เครื่องปรุงน้อย และเน้นความสดของวัตถุดิบมากกว่าฝีมือพ่อครัว ซึ่งของร้านนี้ก็สดมากทีเดียว (ที่เหลือวัดกันที่น้ำจิ้ม) ให้ 4/5 ดาว

    เบื้องต้นก็จบแค่นี้ครับ ถ้าได้ไปกินอีกเดี๋ยวจะมาเติมรูปใหม่ ร้านคนค่อนข้างเยอะ ถ้าไปวันหยุดอาจต้องจองก่อน (ดูเบอร์ใน Google Maps เอาเอง)

    Keyword:


    0 0

    นั่งงมอยู่ครึ่งบ่าย ตอนนี้หายงงแล้วมาเขียนไว้หน่อย กันลืม

    ในโลกยุค social network ทุกวันนี้ การแชร์ลิงก์ผ่าน social network กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในกรณีของ Twitter คงไม่มีอะไรพิสดารเพราะถือเป็นข้อความธรรมดา (ที่ดันเป็น URL) แต่กรณีของ Facebook/Google+ เวลาเราแปะลิงก์ (หรือกด Like/+1) มันจะขึ้นพรีวิวขึ้นมาให้เห็น

    พรีวิวอันนี้ (หรือที่กูเกิลเรียกว่า snippet) จะช่วยให้ลิงก์ของเราน่าอ่านมากขึ้น เพราะมันจะแสดงข้อมูล (metadata) สามอย่างให้คนอ่านเห็น ได้แก่

    • ชื่อลิงก์ (title)
    • ภาพประกอบ (thumbnail)
    • คำโปรย (description) คำถามต่อมาในเชิงเทคนิคคือ Facebook/Google+ นำข้อมูล 3 ประการนี้มาแสดงได้อย่างไร?

    คำตอบคือ มี 2 วิธี ได้แก่

    • Facebook/Google+ อ่านเพจนั้นๆ แล้วแกะ (extract) ข้อมูลมาเอง โดยใช้วิธีการ "เดา" (แบบเป็นเรื่องเป็นราวสักหน่อย) ว่าอะไรควรจะเป็น metadata ของเพจนั้นๆ
    • คนทำเว็บเป็นฝ่ายบอก Facebook/Google+ ว่า metadata เหล่านี้คืออะไรบ้าง

    ในกรณีทั่วไปแล้ว Facebook/Google+ จะแกะข้อมูลได้ค่อนข้างเก่ง ซึ่งเว็บมาสเตอร์ก็ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ ลิงก์ของเราก็สามารถแชร์ผ่าน Facebook/Google+ แล้วขึ้นพรีวิวสวยงาม

    กรณีของ Blognone สามารถแชร์ลิงก์บน Facebook ได้สวยงาม แต่บน Google+ กลับมีปัญหา ดังภาพ

    เหตุผลก็เพราะ Google+ ไม่รู้ว่าตรงไหนของเพจที่เป็นเนื้อหาข่าว และใช้วิธีดูดก้อนที่ชื่อ content มาทั้งยวง ทำให้ติดข้อมูลจำพวกวัน เวลา ชื่อคนเขียน แท็ก ฯลฯ มาด้วย จนเบียดบังพื้นที่แสดง "คำโปรย" ที่แท้จริงไป (สรุปง่ายๆ ว่าตัวดูดเพจของ G+ ยังไม่เก่งเท่ากับ Facebook)

    ทางแก้ก็คือ "บอก" กับ Google+ ว่าอะไรเป็น snippet ของเพจนั้นๆ

    กูเกิลเตรียมวิธีการไว้ให้แล้ว โดยอยู่ในส่วนที่เรียกว่า +Snippet (อ่านข่าวนี้ประกอบด้วย กูเกิลเริ่มเชื่อม +Snippets ระหว่าง Google+ กับบริการอื่นๆ ของตัวเอง)

    คอนเซปต์ก็ตรงไปตรงมาครับ เราต้องบอก G+ ว่าส่วนไหนของเพจเป็น metadata โดยระบุ "แท็ก" เพิ่มเติมลงไปเล็กน้อย (ใครที่คุ้นกับ Microformat คงเข้าใจว่ามันเหมือนๆ กัน)

    อย่างไรก็ตาม ภาษาที่ใช้กำหนด metadata ให้กับ G+ เรียกว่า Microdata ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างกูเกิล ยาฮู ไมโครซอฟท์ (อ่านข่าว) และมีสเปกอยู่บนเว็บ schema.org ให้เลือกใช้ตามต้องการ (เช่น แท็กสำหรับหนัง แท็กสำหรับหนังสือ แท็กสำหรับสินค้า)

    กรณีของ G+ นั้น เราสามารถใช้ฟอร์แมตอะไรก็ได้จาก schema.org เพราะว่า G+ จะดึงข้อมูลพื้นฐานแค่ 3 อย่างเท่านั้น คือ

    • title
    • image
    • description

    วิธีการก็ทำตามตัวอย่างในเอกสารของ G+ นั่นล่ะครับ

    <body itemscope itemtype="http://schema.org/Product">
      <h1 itemprop="name">Shiny Trinket</h1>
      <img itemprop="image" src="image-url"></img>
      <p itemprop="description">Shiny trinkets are shiny.</p>
    </body>
    

    ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือ

    • itemscope เพื่อกำหนดขอบเขตว่า ตรงไหนบ้างที่เป็น microdata (อันนี้ต้องใส่นะครับ ตอนแรกผมไม่ใส่ ปรากฏว่า G+ ไม่สนใจเลย)
    • itemtype บอกชนิดของข้อมูล ใส่เป็นอะไรก็ได้ (กรณีนี้ผมใส่เป็น BlogPosting)
    • itemprop มีสามอัน เลือกใส่เองตามความเหมาะสม (วิธีการใส่ก็ขึ้นกับ CMS แต่ละตัวว่ายากง่ายแค่ไหน)

    ผลลัพธ์ดีขึ้นทันตา

    หมายเหตุ:

    แท็กต่างๆ ตามมาตรฐานของ schema.org เป็นข้อตกลงระหว่างเว็บค้นหา 3 รายใหญ่ แต่ไม่รวม Facebook ที่ใช้แท็กของตัวเองที่เรียกว่า Open Graph Protocol

    หลักการทำงานของ Open Graph Protocol คล้ายกับ Microdata แต่วิธีใส่แตกต่างกัน โดย Open Graph จะใส่แท็ก <meta property="og:title"> ที่ส่วน head ของเว็บเพจแทนการกำหนด attribute แบบ Microdata

    Google+ สามารถอ่านค่าจาก Open Graph ได้เช่นกัน (เพราะเว็บจำนวนมาก โดยเฉพาะสาย WordPress ทำมารองรับ Open Graph อยู่แล้ว) แต่จะมองหาข้อมูลจาก Open Graph เป็นอันดับสอง รองจาก Microdata ครับ

    ดังนั้นคนที่ทำเว็บ และรองรับ Open Graph อยู่แล้ว ก็ควรจะใช้ได้ทั้ง Facebook/Google+ แต่กรณีของ Blognone ที่ไม่มี Open Graph (แต่ดันใช้ได้กับ Facebook) ก็ต้องทำข้อมูลเพิ่ม เพื่อจะให้ Google+ อ่านค่า metadata ให้ถูกต้องนั่นเอง


    0 0

    วันละบล็อกสองบล็อกกับของกินค้างเขียน

    วันนี้ขอแนะนำร้านอาหารที่กลายเป็น tourist's destination ของย่านปากช่อง-ลำตะคองไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ สวนเมืองพร ร้านอาหารบนเขาที่เห็นวิวของอ่างเก็บน้ำลำตะคองเต็มๆ ตา

    การเดินทาง ถ้ามาจาก กทม. ก็วิ่งจากถนนมิตรภาพมาเรื่อยๆ ถึงอ่างเก็บน้ำลำตะคอง เลยสวนท้าวสุรนารี (ที่มีอาคารหินทำเป็นรูปปราสาท) มาเล็กน้อย จังหวะขึ้นเนินก็ชิดขวา จะเจอ u-turn จากนั้นก็เลี้ยวขวาเข้ามาทาง "เขายายเที่ยง" ขึ้นมาอีกนิดเดียวก็เจอร้านแล้ว

    ร้านนี้ผมเคยกินมาตั้งแต่เพิ่งเปิดใหม่ๆ ยังไม่ดัง (ตอนนี้ดังถล่มทลาย) จุดขายสำคัญคือ วิว+ดอกไม้ นั่นเอง

    สวนเมืองพร ลำตะคอง ลำตะคอง

    สวนเมืองพร

    ดอกไม้

    ส่วนอาหารก็ลองสั่งมั่วๆ ได้มาดังนี้ครับ

    ยำถั่วพู

    ยำถั่วพู หน้าตาดูดี แต่ต้องบอกว่าเป็นยำถั่วพูที่ไม่อร่อยที่สุดที่กินมา T_T รสชาติจืดไม่เข้ม ออกหวานอย่างเดียว (รสชาติแบบกรุงเทพสินะ) เอาไป 1 ดาว

    หม่ำผัดกระเพรา

    หม่ำผัดกะเพรา สำหรับคนที่ไม่รู้จัก "หม่ำ" เป็นไส้กรอกอีสานชนิดหนึ่ง อันนี้เอามาผัดกรอบๆ ใส่พริกและใบกะเพรา (คล้ายกับลาบทอดของบางร้าน) จานนี้อร่อยที่สุดในรอบนี้ 4/5 ดาว

    กุ้ยช่ายขาว

    ผัดกุ้ยช่ายขาว เพิ่งเคยเห็นเวอร์ชันใส่พริกก็คราวนี้ รสชาติโอเคตามมาตรฐาน เอาไป 3/5 ดาว

    เต้าหู้

    เต้าหู้กระทะร้อน เมนูแนะนำ เอาไข่+เต้าหู้ไข่ใส่กระทะร้อน มีน้ำซอสราดมาด้วย เต้าหู้กับน้ำซอสอร่อย แต่พอเอามารวมกับไข่แล้วแปลกๆ ให้ 3/5 ดาว

    สรุปว่าอาหารเฉยๆ แต่วิวสวยครับ อาหารค่อนข้างแพงสมราคาวิว ถ้าไม่เคยมาชม ก็ไปลองสักครั้งน่าจะดี

    นอกจากโซนร้านอาหารแล้ว ยังมีร้านกาแฟที่กลางคืนแปลงร่างเป็นสถานบันเทิงริมเขาได้ด้วย (เห็นว่ามีดนตรีสดตอนกลางคืนด้วย) วิวสวยใช่เล่น ใครที่ผ่านมายามค่ำคืนก็อาจพิจารณา

    ผับไฮโซ เห็นวิวน้ำ

    Keyword:


    0 0

    จากที่เขียนไว้ในบล็อก The Origin of Things เมื่อวานมีโอกาสได้ไป BigC เลยลองสำรวจตลาดสินค้าดู

    พบว่าการจัดชั้นวางสินค้าของ BigC ตอนนี้สินค้าเต็มชั้น แต่ถ้าดูในรายละเอียด ความหลากหลายของสินค้าจะลดลงมาก (เพราะโรงงานน้ำท่วม+ปัญหาลอจิสติกส์) อย่างกรณีของ "นมกล่อง" ก็จะเหลือหลักๆ แค่แลคตาซอยกับโพร์โมสต์เท่านั้น อย่างอื่นแทบไม่ต้องหา

    ไหนเลยจึงได้โอกาส สำรวจ "แหล่งที่มา" ของสินค้าต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ต้องออกตัวไว้ก่อนว่าข้อมูลเหล่านี้อ่านจากฉลากข้างผลิตภัณฑ์เท่านั้น จึงมีเฉพาะข้อมูลของสินค้าที่มีขายในปัจจุบัน (+ของที่เหลือสต๊อกอยู่ที่บ้านผมบางส่วน)

    นอกจากนี้สินค้าบางชนิดอาจแชร์แบรนด์เดียวกัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องผลิตที่เดียวกันก็ได้

    ถ้าใครมีข้อมูลอย่างอื่นก็เพิ่มไว้ได้ครับ

    Keyword:


    0 0

    เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เดินทางบ่อย เลยได้รู้จักร้านอาหารใน จ.ปราจีนบุรี เพิ่มอีกมาก

    วันนี้จะแนะนำร้าน "น่ำเฮียงโภชนา" ที่ อ.กบินทร์บุรี ครับ ร้านนี้ไปง่ายเพราะอยู่บนทางหลวงหมายเลข 304 ที่เชื่อม จ.นครราชสีมา กับ อ.กบินทร์บุรี โดยจะอยู่บนแยกที่ตัดกับ ถ.สุวรรณศร ต.เมืองเก่า ถ้ามาจากฝั่ง กทม. จะอยู่ฝั่งซ้ายมือก่อนข้ามแยก ตรงแยกพอดีเป๊ะ ถ้ามาจากนครราชสีมา ก็อยู่ฝั่งขวามือแต่ข้ามแยกไปแล้ว

    หาไม่เจอดู พิกัด Foursquare หรือโทรไปถามที่ 037-281336

    แผนที่ น่ำเฮียง โภชนา แผนที่ของทางร้าน กันพลาด

    น่ำเฮียง โภชนา

    น่ำเฮียง โภชนา

    ร้านจะเป็นห้องแถวคูหาเดียว ดูเก่าๆ หน่อย ข้างในมีโต๊ะไม้โบราณประมาณ 3-4 โต๊ะเท่านั้น อาหารที่ขายเป็นอาหารจีนแบบร้านข้าวต้ม แต่เกรดจะพรีเมียมหน่อย (ราคาก็พรีเมียมตามไปด้วย)

    น่ำเฮียง โภชนา

    อาหารในเมนูจะมีไม่เยอะมาก แต่เท่าที่ทดสอบมาพบว่ารสชาติดีแทบทุกอย่าง (ถ่ายเมนู+ราคามาด้วยเพื่อพิจารณา)

    หอยจ๊อ

    ของเด่นในร้านนี้คือ หอยจ๊อทอด กรอบ เนื้อแน่น อร่อย ให้ 5/5 ดาวเอาคะแนนเต็มไปเลย

    ผัดผักกระเฉด

    จานต่อมา ผัดผักกระเฉด สูตรของร้านนี้พิสดารมากคือมีแต่ก้านอ่อน ไม่มีใบ และไม่ใช้ก้านแข็ง ผัดเปล่าๆ ไม่ใส่เนื้อสัตว์ แต่อร่อยมาก ให้ 4.5 ดาว

    ต้มยำกุ้ง

    สุดท้าย ต้มยำกุ้งแชบ๊วย เห็นพริกกระจายแต่ไม่เผ็ดมาก ออกเผ็ดร้อนๆ ภายในมากกว่า สูตรนี้เป็นต้มยำกุ้งน้ำใส ซึ่งหาได้ยากสักหน่อยเพราะต้มยำกุ้งเมืองไทยเน้นขายฝรั่งเลยเป็นน้ำข้นไปเยอะแล้ว จานนี้แพงหน่อย 300 บาท แต่คุณภาพดีเยี่ยม 5 ดาว

    สรุปคะแนนอยู่ในระดับ "ห้ามพลาด" ใครที่ผ่าน อ.กบินทร์บุรีควรแวะเป็นอย่างสูง แต่ก็เตรียมเงินไปเยอะๆ ด้วยนะครับ มื้อนี้สามอย่างประมาณ 500 กว่าบาท

    Keyword:


    0 0
  • 11/16/11--02:55: Drupal 7 Upgrade Story
  • ช่วงน้ำท่วมเหมือนได้ปิดเทอม เลยนั่งทยอยสะสางงานที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำเพราะไม่มีเวลามากพอ หนึ่งในนั้นคือการอัพเกรด isriya.com เป็น Drupal 7

    ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เห็นคือ อัพได้ (ยังไม่ได้แก้ธีมเก่า + หาธีมใหม่ เลยใช้ default ไปพลางๆ ก่อน) แต่กว่าจะผ่านมาได้ก็เหนื่อยยากแสนเข็ญ มาแชร์ประสบการณ์ไว้หน่อย

    แบ็คกราวด์

    • isriya.com รัน D6 ที่อัพมาจาก D5 อีกที
    • ใช้ module ไม่เยอะเท่าไร และไม่มีความสำคัญกับชีวิตมากนัก ปิดทิ้งได้หมด ยกเว้น markdown ที่ต้องใช้เป็น input format (ซึ่งก็มีเวอร์ชัน D7 อยู่แล้ว)
    • isriya.com อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของ CLNOX

    วางแผน

    • แนะนำอย่างยิ่งว่า ควรจะซ้อมอัพเกรดบนเครื่องจำลองก่อน เพราะมีรายละเอียดจุกจิกเยอะมาก
    • ขั้นตอนการซ้อมอัพเกรดก็ตามปกติของเว็บทั่วไป มีเทคนิคนิดหน่อยคือ empty table หลายๆ อันที่ไม่จำเป็นต้องใช้ พวกแคชและ log ต่างๆ เพื่อให้ตัวฐานข้อมูลมีขนาดเล็กลงให้มากที่สุด
    • เทคนิคอีกประการคือ ลง D7 แบบ fresh install ไว้เทียบดูด้วย ว่าการตั้งค่าอะไรต่างกันบ้าง

    ขั้นตอน

    ทำตาม upgrade.txt ทุกประการ ขั้นตอนแบบย่อๆ มีดังนี้

    • แรกสุดคือปิด module กลุ่ม non-core ทิ้งให้หมด อันไหนคิดว่าไม่ใช้ในอนาคตแล้วก็ uninstall ทิ้งไปเลย
    • เปลี่ยนธีมเป็น Garland
    • จากนั้นล็อกอินด้วย user 1 แล้วเข้า maintenance mode ดังเช่นการอัพเกรดปกติ
    • ลบไฟล์ sites/default/default.settings.php
    • เปลี่ยน permission ของ sites/default/settings.php ให้เป็น 666 (หรือ 644 แล้วแต่คอนฟิกของเซิร์ฟเวอร์)
    • ลบทุกอย่างที่อยู่นอก sites ถ้ามีของอื่นที่ไม่ใช่ไฟล์จาก Drupal ก็แบ็คอัพกันเอง
    • ก็อปไฟล์จาก D7 มาทับ
    • แก้ไฟล์ .htaccess ถ้าจำเป็น (กรณีของผมคือ แก้ RewriteBase บนเครื่องจำลอง)
    • เข้าไปที่ update.php เพื่อรันการอัพเกรด ที่เหลือก็ภาวนาให้มันรอด

    อุปสรรคของการอัพเกรด

    Table Schema

    ปัญหาของ isriya.com คืออัพมาจาก D5 > D6 > D7 มันทำให้ table schema บางอันยังใช้ของ D5 อยู่ (ที่ดันไม่มีปัญหากับ D6 แต่มีปัญหากับ D7)

    ผมดูข้อมูลใน Drupal.org แล้วพบว่ามีคนเป็นบ้างประปราย ส่วน table ที่มีปัญหาก็แตกต่างกันไป

    กรณีของผมคือ table ชื่อ block มีฟิลด์ชื่อ theme ตั้งชนิดของข้อมูลเป็น varchar(255) ซึ่งเป็นค่าเดิมของ D5 แต่พอมาเป็น D6/D7 มันกลายเป็น varchar(64) ไปแทน ทำให้การรันสคริปต์อัพเดตไม่สมบูรณ์

    ทางแก้ก็ไม่ยากคือเข้าไปเปลี่ยนค่าของ table structure ใน MySQL ได้เลย (ไม่มีผลกระทบต่อข้อมูล เพราะข้อมูลที่เก็บจริงคือชื่อธีมซึ่งสั้นมาก) จะแก้ผ่าน phpMyAdmin หรือแก้จาก MySQL console โดยตรงก็แล้วแต่ชอบ

    Taxonomy as Field

    อันนี้ไม่รู้มีใครเป็นหรือเปล่า แต่กรณีของ isriya.com มีลักษณะเฉพาะคือใช้แท็กเยอะมาก และ D7 ได้เปลี่ยนสถาปัตยกรรมการเก็บข้อมูลของแท็กใหม่ ให้เป็น Field แทน (ตาม Field API)

    Field API improvements: Taxonomy terms are now fields, comments and taxonomy terms are fieldable, and fields are also now translatable.

    นอกจากมันจะเป็น Field แล้ว มันยังได้คุณสมบัติของ Field ติดมาด้วยคือ Revision ผลก็คือการอัพเกรดฐานข้อมูล จะต้องสร้างตารางใหม่ที่เอา node x tag x revision ซึ่งกินเวลาเป็นชั่วโมงได้

    บนเครื่องจำลอง การอัพเกรดฐานข้อมูลสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหาอะไร (แค่รอนาน) แต่บนเครื่องจริง กลับรันไม่รอดจนจบ ทางแก้ก็ไม่ยากคือ dump ฐานข้อมูลจากเครื่องจำลองมาใส่เครื่องจริง ก็เป็นอันเสร็จ

    Temp Directory

    สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน D7 คือเราต้องระบุ path สำหรับ temp/tmp directory ด้วย จากเดิมที่ระบุแค่ path ของ files directory

    ตั้งค่าได้ใน Admin/Config/File Systems ส่วนจะตั้งเป็นอะไรก็ขึ้นกับคอนฟิกของเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ครับ

    File Compression

    อันนี้เป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ คือ คอนฟิกของ D7 กับเซิร์ฟเวอร์ของ CLNOX มีปัญหาเรื่องการบีบไฟล์ CSS/JS ทำให้เวลาเราเลือก Aggregate CSS/JS ในหน้า Performance แล้ว ธีมไม่ขึ้น

    ปัญหานี้ไม่เกิดบนเครื่องจำลอง (Ubuntu LAMP) อันนี้กำลังหาทางแก้กับ CLNOX อยู่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ workaround เบื้องต้นคือใช้ D7 แบบไม่บีบ CSS/JS ไปก่อน

    Admin Toolbar

    ของใหม่ของ D7 ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ Admin Toolbar ที่ปรากฏขึ้นมาเป็น overlay ทับหน้าจอปกติ ช่วยให้การเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ในหน้า Admin ทำได้สะดวกขึ้น

    แต่กรณีของ isriya.com ที่ไม่ได้ลงแบบ fresh install แต่อัพเกรดแทน ปรากฏว่า Admin Toolbar ไม่โผล่ (ไม่ทราบสาเหตุ คาดว่าเป็นเรื่องของคอนฟิก)

    ทางแก้คือเปิด Module ชื่อ Toolbar, Overlay, Shortcut แล้วแต่งานที่ใช้ (ถ้าเปิดครบ 3 อันจะเท่ากับ D7 default)

    Module

    เนื่องจากไม่ต้องใช้ module อะไรที่จำเป็นมาก เบื้องต้นเลยลงไว้เฉพาะ markdown ก่อน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร สามารถทำงานได้ดี

    module บางตัวก็ไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว เช่น vertical_tab ที่เข้ามาอยู่ใน D7 Core แล้ว

    โอกาสนี้ก็ควรลอง module ใหม่ๆ บ้างเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Mollom ที่ระยะหลังไม่น่าประทับใจนัก (ทำสแปมหลุดบ่อย) ก็อาจจะไปลองใช้ AntiSpam/Akismet แทน

    สรุป

    การอัพเกรดจาก D6 > D7 โหดร้ายทารุณมาก เหตุผลเพราะสถาปัตยกรรมข้างล่างเปลี่ยนเยอะ (ระยะห่างระหว่างรุ่น 3 ปี) นี่ยังไม่รวมเรื่อง module ที่ยังเปลี่ยนตามกันไม่ทันอีก

    ถ้าทำเว็บใหม่ตอนนี้ก็ควรเริ่มที่ D7 เลย แต่คนที่รัน D6 อยู่แล้วและยังไม่มีเหตุจำเป็นต้องอัพเกรด ก็ควรอยู่กับ D6 นั่นแหละครับ

    Keyword:


    0 0

    คุยกับเพื่อนสนิทที่อ่านเรื่องนี้เหมือนกันใน Facebook เลยเอาที่พิมพ์คุยกันมา edit เป็นบล็อกละกันครับ แน่นอนว่าสปอยล์เต็มๆ

    "หงสาจอมราชันย์" ช่วงเล่ม 40 เป็นต้นมา (ถึงเล่มล่าสุดคือ 43) เป็นช่วง "ศึกกัวต๋อ" หรือภาษาอังกฤษคือ Battle of Guandu ระหว่างฝ่ายโจโฉกับฝ่ายอ้วนเสี้ยว ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของโจโฉ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ก๊กของอ้วนเสี้ยวล่มสลาย (ทำให้โจโฉกลายเป็นเจ้าแห่งแดนเหนือต่อไป)

    หงสาจอมราชันย์ 43

    ปัญหาคือ "สงครามกัวต๋อ" ฉบับหงสา มันเข้าใจยากเพราะไม่อธิบายที่มาที่ไปของเรื่องมากนัก (คนอ่านต้องรู้เอง) บวกกับมีตัวละครอย่าง "อ้วนปึง" (ที่ไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์) และ "สุมาอี้" / "จูล่ง" (ที่เพิ่มบทบาทเข้ามาในฉบับการ์ตูน) ทำให้ต้องอ่านย้อนไปย้อนมาอยู่หลายรอบกว่าจะเข้าใจเหตุการณ์ได้อย่างถ่องแท้

    แบ็คกราวน์

    การจะเข้าใจการศึกแห่ง "กัวต๋อ" ได้ จะต้องเข้าใจสภาพภูมิศาสตร์ของสมรภูมิเสียก่อน ขอยกแผนที่จากท้ายเล่ม 43 มาประกอบ

    guandu-map

    จากแผนที่จะเห็นว่า ฝ่ายโจโฉอยู่ด้านล่าง ส่วนฝ่ายอ้วนเสี้ยวอยู่ด้านบน เหนือแม่น้ำฮวงโหขึ้นไป ศึกครั้งนี้อ้วนเสี้ยวยกทัพข้ามแม่น้ำลงมาตีโจโฉ โดยสมรภูมิจะอยู่ที่เมืองกัวต๋อ ที่โจโฉใช้เป็นศูนย์กลางการตั้งรับ

    เมืองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเล่ม 42-43 ได้แก่เมืองรายรอบคือ เอี๋ยนบู๊ อัวเจ๋า และเก๋าเซีย

    อีกเมืองที่สำคัญในเหตุการณ์ช่วงนี้คือ "ยีหลำกุ๋น" ซึ่งอยู่ด้านใต้ของราชธานีฮูโต๋ โดยเมืองนี้ เล่าปี่ (ที่เป็นพันธมิตรกับอ้วนเสี้ยวในตอนนี้) ผนึกกำลังกับลัทธิไท่ผิงมายึดเอาไว้ได้ ทำให้ฝ่ายโจโฉต้องรับศึกสองด้าน ส่งพิสดารสามกาเซี่ยงไปรับศึก

    นอกจากแผนที่แล้ว เรายังต้องเข้าใจ "การเมือง" ในก๊กของอ้วนเสี้ยวด้วย

    อ้วนเสี้ยวมีลูก 4 คนที่มีบทบาทในเรื่อง

    • อ้วนถำ ลูกคนโต
    • อ้วนฮี ลูกคนที่สอง มีเมียคือนางเอียนสี (ซึ่งจะไปเป็นเมียของโจผีในอนาคต)
    • อ้วนซง ลูกคนที่สาม แย่งอำนาจกับอ้วนถำ
    • อ้วนปึง ลูกลับๆ ที่เป็นแม่ทัพใหญ่รอบนี้

    อ้วนฮีไม่สนใจการเมือง (แต่ต้องออกรบและอยู่ฝ่ายอ้วนปึง) อ้วนถำเป็นศัตรูแย่งอำนาจกับอ้วนซง และสุดท้าย อ้วนปึงแค้นทุกคนในตระกูลอ้วน รวมถึงอ้วนเสี้ยวผู้เป็นพ่อด้วย

    ลำดับเหตุการณ์ เล่ม 42-43

    เหตุการณ์ที่เก๋าเซีย เป็นไปตามแผนของอ้วนปึง

    • สุมาอี้จับเขาฮิว (ลูกน้องของอ้วนปึง) ไปให้โจโฉได้ แล้วเอาครอบครัวมาเป็นตัวประกันบีบเขาฮิว เขาฮิวเลยยอมบอกว่าเสบียงอยู่ที่เก๋าเซีย (ซึ่งเขาฮิวเองก็โดนอ้วนปึงหลอก)
    • ทัพโจโฉบุกไปวางเพลิงเก๋าเซีย โดยโจโฉเป็นคนนำทัพเองเพราะคนไม่พอ (ขุนศึกส่วนใหญ่ตั้งรับอยู่ที่กัวต๋อ) ส่วนที่เมืองเก๋าเซียมีอ้วนถำกับอ้วนซงเฝ้าอยู่ ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเฝ้าเมืองล่อโจโฉเพื่อสร้างผลงาน
    • ทัพโจโฉใช้วิธีปลอมตัว ใส่เครื่องแบบทัพอ้วนเสี้ยวบุกเข้าไปที่เก๋าเซีย ฝ่ายอ้วนปึงรู้อยู่แล้วว่าโจโฉจะไปเก๋าเซีย แต่ต้องการให้อ้วนถำกับอ้วนซงแตกกัน เลยปล่อยให้โจโฉโจมตีทัพของอ้วนถำ/อ้วนซงให้แตกกัน และปล่อยให้โจโฉเผาเสบียงเปล่า
    • โจโฉเผายุ้งฉางแล้วพบว่าถูกหลอก จะถอยทัพหนีก็ไปเจออ้วนปึงดักรออยู่แล้ว โจโฉเลยต้องแสดงฝีมือสู้พิชัยยุทธกับอ้วนปึงด้วยตัวเอง อ้วนปึงใช้กลค่าย "ราชินีวายุ" ที่โค่นกุยแกได้ ส่วนโจโฉใช้ "พิชัยยุทธซุนจื่อ" + มุขเตียวเลี้ยวปลอมตัว มารับมือ สถานการณ์คือช่วงแรกยันไว้ได้ แต่ผ่านไปสักพักทัพโจโฉเริ่มเป็นรอง

    เหตุการณ์ที่อัวเจ๋า

    • อ้วนถำกับอ้วนซงหนีไปฟ้องอ้วนเสี้ยวที่อัวเจ๋า ทำให้สามพ่อลูกอยู่กันพร้อมหน้าที่อัวเจ๋า เปิดโอกาสให้อ้วนปึง "ฆ่าพร้อมกัน"
    • แผนของอ้วนปึงคือใช้ลูกน้องสองคน (เอียวเฉง, ต้วนเจี้ยน) หลอกอ้วนฮี (ลูกคนที่สอง) มาถล่มอัวเจ๋า โดยบอกว่าเป็นทัพศัตรู (ทั้งที่จริงๆ คือพ่อ+พี่ชายตัวเอง) ใช้วิธีเผา+ยิงธนูใส่จากระยะไกล

    ทั้งหมดนี้เป็นแผนของอ้วนปึง โดยต้องการยืมมืออ้วนฮีฆ่า อ้วนเสี้ยว อ้วนถำ อ้วนซง ที่เมืองอัวเจ๋า และตัวอ้วนปึงเองใช้เขาฮิวล่อโจโฉมาฆ่าที่เมืองเก๋าเซีย (ฆ่าทีเดียว 4 ฝ่าย) ส่วนเสบียงของทัพอ้วน จริงๆ แล้วอยู่ที่เมืองเอียนบู๊

    แต่แผนไม่เป็นไปตามที่อ้วนปึงคิด คือโดนกุยแกซ้อนแผนอีกชั้น กุยแกวางตัว "เอียวเฉง" ให้ทรยศอ้วนปึง เลยรู้ข้อมูลว่าเสบียงจริงอยู่ที่ไหนกันแน่

    เหตุการณ์ที่เอียนบู๊

    • ทัพโจโฉ (ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคุมทัพ อาจเป็นกาเซี่ยง?) ไปเผาเสบียงที่เอียนบู๊ที่กำลังทหารน้อย
    • ให้เอียวเฉง (ที่ควรจะอยู่อัวเจ๋า) วิ่งไปบอกอ้วนปึงที่เก๋าเซียว่าเสบียงจริงโดนเผา อ้วนปึงเลยต้องสละการต่อสู้กับทัพโจโฉ วิ่งมาดูที่เอียนบู๊ว่าเป็นไง ทัพโจโฉเลยรอดมาได้
    • พออ้วนปึงมาพบว่าเสบียงที่เอียนบู๊ถูกเผาจริง ก็สั่งถอนทัพทั้งหมดกลับเมืองหลวงฝ่ายตัวเอง แต่ตอนเผลอเอียวเฉงก็ฆ่าอ้วนปึงจากข้างหลัง
    • อีกด้าน สุมาอี้รับไปจัดการกับลูกน้องอ้วนปึงอีกคน (ต้วนเจี้ยน) โดยหลอกให้ต้วนเจี้ยนเข้าใจผิด คิดว่าไส้ศึกของฝ่ายตัวเองคือ 2 ขุนพล กอหลำ + เตียวคับ ซึ่งเป็นขุนพลคู่บารมีของอ้วนปึง สุมาอี้ปล่อยให้ต้วนเจี้ยนหนีกลับไปเมืองหลวงได้ เพื่อใส่ร้ายกอหลำ + เตียวคับ

    เหตุการณ์ที่อัวเจ๋า

    อ้วนเสี้ยว อ้วนถำ อ้วนซง ไม่ตายสักคน อันนี้ถือว่าโชคดี คือแผนของอ้วนปึงพลาดเอง เพราะพวกกุยแกไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ

    เหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์

    อ้วนเสี้ยว อ้วนถำ อ้วนซง รอดหมดตามประวัติศาสตร์ แต่เสื่อมไปมากเพราะแพ้ศึก และอ้วนเสี้ยวจะตายหลังจากนี้ไม่นาน

    ดราม่าระหว่างอ้วนถำกับอ้วนซงจะยังอยู่ไปอีกหลายปี โดยอ้วนซงได้เป็นผู้สืบทอด และอ้วนถำกบฎมาอยู่กับฝ่ายโจโฉ (แต่ตอนหลังก็โดนโจโฉฆ่าอีก) สุดท้ายจบลงด้วย อ้วนซงหนีไปอยู่กับกงซุนของ และกงซุนของฆ่าทิ้งเพื่อแสดงไมตรีต่อโจโฉ

    ส่วนอ้วนปึงไม่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ เล่ม 43 โดนแทงก็คาดว่าน่าจะตาย แต่หงสามีตายหลอกเยอะ ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะรอดด้วยวิธีการสักอย่างแบบเงียบๆ

    กัวต๋อในประวัติศาสตร์จริง ฝ่ายโจโฉชนะเพราะเขาฮิวทรยศ ฝ่ายโจโฉเลยเผาเสบียงฝ่ายอ้วนเสี้ยวได้ แต่กัวต๋อฉบับหงสาฯ ถูกซ้อนกลขึ้นไปสองชั้น คือ อ้วนปึงซ้อนกลเขาฮิว (อ้วนปึงเหมือนจะชนะ) และกุยแกซ้อนกลอ้วนปึง (กลับมาเหมือนประวัติศาสตร์เดิม) ต้องยอมรับว่าคนแต่งเรื่องเก่งจริงๆ

    ประเด็นที่ยังไม่เฉลย

    ประเด็นที่ทิ้งไว้ในเล่ม 43 คือความเคลื่อนไหวของซุนฮก (ที่โผล่มาแล้ว) กับกาเซี่ยง (ที่ยังไม่โผล่) ว่าทำอะไรอยู่

    กรณีของซุนฮกถ้าเอาตามเล่ม 43 ก็คือการกวาดล้างกบฎในฮูโต๋ ส่วนกาเซี่ยงนั้นยังไม่โผล่จริงๆ ก็ได้แต่เดากันต่อไป


    0 0
  • 11/17/11--07:22: On Thai Rath
  • thairath celeb

    หลายคนอาจเห็นกันแล้วแต่ก็แวะมาโปรโมทสักหน่อยครับ ผมไปร่วมเขียนคอลัมน์กับ "ไทยรัฐออนไลน์" (คือมีเฉพาะฉบับออนไลน์) ในโครงการ "คนดังนั่งเขียน" ที่เอาคอลัมนิสต์ 14 คนมาเขียนคอลัมน์ตลอดสัปดาห์ (วันละ 2 คน ของผมวันพฤหัส)

    คอลัมน์ตอนแรก บทบาทที่ไม่ธรรมดาของ 'เทคโนโลยีสารสนเทศ' ในช่วงน้ำท่วม

    ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณไทยรัฐที่เชิญไปเขียนครับ ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ชื่อว่าเขียนให้กับ "ไทยรัฐ" มันก็เท่ดีนะ (ถึงแม้จะไม่ใช่ฉบับ นสพ. กระดาษก็ตาม) เรื่องการเขียนคงไม่ใช่ปัญหาเพราะชีวิตนี้เขียนมาเยอะ แต่ต้องปรับตัวให้กลับมาเขียนคอลัมน์เป็นรายสัปดาห์อีกครั้ง ต้องมีวินัยและเขียนสต๊อกเก็บไว้บ้างเผื่อจำเป็น (ผมเคยเขียนให้กรุงเทพธุรกิจอยู่ช่วงหนึ่งครับ เดบิวเลยล่ะ - คลังบทความ)

    จริงๆ ตอนนี้นอกจากไทยรัฐแล้ว อันที่เขียนเป็นประจำด้วยความถี่ทุก 2 เดือน ในนิตยสาร GM Biz ที่มีเฮียธันยวัชร์ @mktmag เป็น บ.ก. (เพียงแต่ไม่มีฉบับออนไลน์ให้อ่าน)

    งานในไทยรัฐพยายามจะไม่ลงเทคนิคมาก และหัดเขียนในสไตล์ Walt Mossberg แห่ง Wall Street Journal ซึ่งเป็นนักเขียนที่ผมชื่นชมมากคนหนึ่ง

    ในไทยรัฐไม่เปิดให้คอมเมนต์ท้ายบทความ (ซึ่งผมชอบอ่าน) ดังนั้นก็คอมเมนต์กันมาทางอื่นๆ แทนละกันนะครับ

    Keyword:


    0 0
  • 11/21/11--18:03: Facebook Privacy
  • fb-read

    ในฐานะที่ติดตามประเด็นปัญหาเรื่อง privacy ของ Facebook มาโดยตลอด (ตั้งแต่สมัย Facebook Beacon อันโด่งดัง)

    ผมไม่เคย "หลอน" เรื่อง privacy มากขนาดนี้ จนกระทั่งมาเจอฟีเจอร์ Read ของ Facebook นี่แหละ

    ความหลอนไม่ใช่อยู่ที่ "เพื่อนรู้ว่าเราอ่านอะไร" แต่ปัญหาจริงๆ คือ "เจ้าตัวรู้หรือไม่ว่าข้อมูลถูกแชร์บน wall คนอื่น"

    เว็บเมืองนอกก็พูดถึงประเด็นนี้เยอะเหมือนกัน

    Keyword:


    0 0
  • 11/21/11--21:59: The History of Xbox
  • ขอแนะนำบทความไอทีชั้นเลิศที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่อ่านมาในรอบ 3 เดือนนี้ มันคือการเล่าประวัติศาสตร์ของการสร้าง Xbox (และ Xbox 360 ในบทความภาคสอง) ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

    ผู้เขียนบทความ Dean Takahashi เขียนหนังสือเกี่ยวกับการสร้าง Xbox มาแล้วสองเล่ม เลยมีข้อมูลมาเขียนในบทความนี้ได้เป็นอย่างดี

    ข้อมูลน่าสนใจบางประการที่ได้จากบทความชุดนี้

    • ทีมที่สร้าง Xbox คือทีมที่เคยสร้างเกมยิงไดโนเสาร์ Trespasser ซึ่งเป็นเกมสุดแป๊กเกมหนึ่ง
    • บิล เกตส์ เคยเจรจาซื้อนินเทนโด
    • Xbox รุ่นแรกใช้เวลาสร้างเพียง 20 เดือน เร่งกันสุดๆ เนื่องจากว่าคิดช้าทำช้า หลังโซนี่ออก PS2 แล้ว เลยต้องใช้ชิปที่มีราคาแพง (Pentium+Nvidia) ขายขาดทุนสุดๆ แต่คุ้มเพราะช่วยให้ไมโครซอฟท์มีตัวตนในห้องนั่งเล่น
    • ตอนสร้าง Xbox รุ่นแรก บิล เกตส์มีตัวเลือกสองทีม คือ ทีม WebTV กับทีม Xbox ปรากฏว่าทีมหลังชนะ ออก Xbox ตามแนวทางของตัวเองได้สำเร็จ แต่ภายหลังก็ลาออกเกือบหมด ทีม WebTV ที่แพ้ในตอนแรก ได้เข้ามามีบทบาทใน Xbox 360 แทน
    • Xbox 360 ใช้ทีมสร้างทั้งหมด 25,000 คน เยอะและเป็นระบบบริษัทมากกว่า Xbox รุ่นแรกมาก
    • Xbox 360 วางแผนดีกว่าตอนสร้าง Xbox มาก แถมคู่แข่งอย่างโซนี่เลือกทางยากในการทำ PS3 ทำให้ Xbox 360 ออกก่อนได้ถึง 1 ปี แต่ก็ไม่วาย พลาดเรื่องการทำชิปของ ATI จนเกิดปัญหาวงแหวนมรณะในที่สุด
    • คนที่มีบทบาทมากที่สุดในการสร้างคอนโซลรุ่นที่ 7 (นับตาม Wikipedia) คือ IBM ซึ่งทำ CPU ให้ทุกเครื่อง ซึ่งวิศวกรของ IBM ถึงขนาดต้องย้ายห้องประชุมเพื่อไม่ให้คนของโซนี่กับไมโครซอฟท์มาจ๊ะเอ๋กันที่ออฟฟิศ

    สรุปว่าการสร้างเกมคอนโซลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันคือการสร้าง ecosystem ที่มีความซับซ้อนสูงมาก ความผิดพลาดในบางจุดเกิดได้ตลอด และผลงานหลายอย่างก็มีหงาดเหงื่อ น้ำตา น้ำลาย ฯลฯ อยู่เบื้องหลังมากมาย

    พร้อมแล้วก็ขอเชิญเสพประวัติศาสตร์ไอทีบทนี้ด้วยความรื่นรมย์

    หมายเหตุ: บทความยาวมากมาก ควรใช้เครื่องมือช่วยอ่านอย่าง ReadItLater หรือแปลงไปลง Kindle จะดีมาก

    Keyword:


    0 0

    ร้านอาหารในตำนานของเมืองทองธานีครับ ขับรถผ่านมาเป็นร้อยๆ รอบแล้วไม่เคยลองสักที ไหนเลยมีโอกาสก็ขอไปลองให้หายสงสัยหน่อย

    ร้าน "ไก่ทอง" นี้มีชื่อเสียงเรื่อง "ความแพง" มานาน ทำให้กลายเป็นแหล่งชุมนุมไฮโซ-เซเล็บกันไม่น้อย คนที่ขับรถผ่านคงเคยเห็นรถตู้ไฮโซ (แบบ 4 ที่นั่งด้านหลัง) จอดกันเป็นแถวๆ ซ้อนกันหลายชั้นมาบ้าง คอลัมน์ซุบซิบใน นสพ. ก็เขียนถึงอยู่บ่อยๆ

    สถานที่ตั้งก็หาง่ายมาก อยู่ตรงข้ามกับ ม.สุโขทัยเลย ที่จอดรถก็หาเอาแถวๆ หน้าร้าน (แถวนั้นเป็นดงร้านอาหาร ก็ต้องชิงไหวชิงพริบกันหน่อยเรื่องที่จอดรถ)

    ไก่ทอง

    เท่าที่อ่านประวัติจากเมนู ร้านนี้เป็นร้านอาหารจีน เจ้าของร้านเรียนรู้การทำอาหารเอง และปั้นร้านขึ้นมาเองลำพัง ตอนนี้มีอีกสาขาหนึ่งที่ทองหล่อ (อ่านในเมนูเห็นว่าเปิดร้านที่ฮ่องกงด้วย) แต่สาขาต้นตำรับยังเป็นสาขาที่เมืองทองนี้

    สิ่งแรกที่ประทับใจคือ "เมนูอาหาร" ทำสวยมาก เห็นว่าลูกเจ้าของเป็นคนทำเองด้วย ชนิดอาหารก็มีมากพอสมควร (ดูภาพเอาเอง)

    menu ไก่ทอง

    menu ไก่ทอง

    ส่วนราคาก็ถือว่าระดับ "เหลา" ไม่ถึงกับแพงระยับแต่เห็นตัวเลขแล้วก็หนาวพอสมควร (แต่ไหนเลยมาถึงขนาดนี้ เตรียมใจมาเยอะแล้ว ก็เอาวะ)

    ผัก

    ไข่

    อาหารขึ้นชื่อของร้านนี้มีสองอย่าง คือ "ตับ" และ "ราดหน้า" ก็สั่งมาลองหน่อยตามนั้น

    ตับทอดกระเทียม เอาตับหมูชิ้นใหญ่พิเศษ (ต้องยอมรับว่าใหญ่จริง) มาทอดกระเทียมพริกไทย รสชาติจะออกหวานๆ หน่อย ควรกินกับข้าวสวยจะได้ไม่เลี่ยนมาก (แต่กินไปสักพักก็เลี่ยนอยู่ดี)

    อร่อยไหมก็อร่อยครับ แต่ไม่มากสมราคาจานละ 350 บาทนะ

    ตับทอดกระเทียม

    ราดหน้าเนื้อ ที่ร้านมีเมนูราดหน้าเฉพาะแยกเป็นอีกแผ่น ราคาเริ่มต้นที่จานละ 140 บาทขึ้นไปถ้าจำไม่ผิด ขึ้นกับท็อปปิ้งว่าจะใส่อะไร (ใส่หมูก็ถูกหน่อย ถ้าทะเลหรือเป๋าฮื้อก็แพงหน่อย) ที่สั่งมาเป็นราดหน้าเนื้อ เส้นใหญ่ธรรมดา

    รสชาติโดยรวมถือว่าใช้ได้ ผัดเส้นยังไม่เกรียมมากนัก เนื้อให้มา 2 ชิ้นใหญ่แต่ทำได้นิ่มดี น้ำราดหน้ารสชาติกลมกล่อม (แต่สำหรับผมจืดไปนิดต้องปรุงเพิ่ม) จานนี้คุ้มราคาแต่ยังไม่ใช่ราดหน้าที่อร่อยที่สุดที่เคยกินมา

    ราดหน้า

    ผัดบ็อกชอย สั่งอาหารผักมากินแกล้มอีกหนึ่งจาน เป็นผัดบ็อกชอยผัดน้ำมันหอยธรรมดา สูตรของร้านนี้ใส่เต้าหู้มาด้วยแปลกดี จานนี้อร่อยมาก ผักสดกรอบมาก แต่เทียบราคา 250 บาทแล้วแพงไปนิดนึงสำหรับอาหารที่มีแต่ผัก

    ผัดบ็อกชอย

    สรุปว่าร้านนี้ อาหารใช้วัตถุดิบมีคุณภาพมาก รสชาติโอเคระดับหนึ่ง ส่วนราคาก็สูงเกินคุณภาพโดยรวมของร้านไปหน่อยนึง ถ้าลดราคาลงมาสัก 20% จากนี้จะน่าสนใจมากทีเดียว

    แต่ราคาแบบปัจจุบันนี้ กินบ่อยๆ คงไม่ไหวครับ ปีละครั้งพอแล้วกัน


    0 0

    ร้านที่มีชื่อเสียงระดับตำนานอีกร้านหนึ่งของเมืองโคราช เป็นร้านดังที่สุดใน "หมู่บ้านขนมจีนประโดก" ที่มีชื่อเสียงเรื่องขนมจีนอย่างมาก (พิกัด Foursquare)

    ปัญหาคือผมเป็นคนไม่ชอบกินขนมจีน เลยไม่เคยได้มาเยือน แต่รอบนี้มีแขกมาเที่ยวแล้วดันชอบขนมจีน ก็เลยต้องพามาลองสักหน่อย

    ขนมจีนครูยอด

    ร้านนี้มาตอนเที่ยงๆ วันเสาร์อาทิตย์คนจะเยอะมาก (ดูหน้าตาแล้วบอกได้เลยว่า 80% เป็นทัวริสต์ต่างถิ่น) ที่จอดรถมีทั้งฝั่งหลังร้านและตรงข้ามกับร้าน ริมถนนก็พอจอดได้บ้าง ขนมจีนครูยอด

    บรรยากาศในร้านครับ (มีแต่น้องอุ่นใจเต็มร้าน) ร้านใหญ่มาก ระวังหลง!

    ไก่ทอด

    อาหารเด่นร้านนี้ถ้าไม่นับขนมจีนแล้ว ต้องกิน "ไก่ทอด" เป็นไก่ทอดสายทอดแห้งๆ และเค็ม กินอร่อยแบบไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้ม ต้องรสนิยมผมดีนักแล (คือไม่ชอบไก่ทอดแบบที่ไม่แห้งและไม่ชอบน้ำจิ้มไก่)

    ผักสด

    ชุดผักสดสำหรับกินกับขนมจีน หมดแล้วเติมได้

    ขนมจีน น้ำยาไก่

    ขนมจีนน้ำยาไก่ จานนี้ไม่ได้กิน แฮะๆ

    ขนมจีน น้ำยาปลา

    ขนมจีนน้ำยาปลา กินนิดหน่อย เส้นอร่อยครับ ขนาดไม่ชอบกินเท่าไรยังว่าอร่อยเลย

    ขนมจีน น้ำยาป่า

    ขนมจีนน้ำยาป่า น้ำยาแซบได้ใจ กินจานนี้แหละ

    ส้มตำ

    ผัดหมี่โคราช

    อาหารอื่นๆ ก็มีส้มตำ ผัดหมี่โคราช กินได้ไม่เสียหลายอะไร แต่ก็ไม่ใช่จานเด่น

    สรุป

    • เซียนขนมจีนบอกว่าประทับใจ อยากมาอีก
    • คนเขียนไม่ใช่เซียนขนมจีนยังว่าอร่อย แต่ไก่ทอดนี่เจ๋งสุดๆ ไปเลย

    Keyword:


    0 0
  • 11/25/11--17:00: Steel Ball Run
  • ในที่สุด การเดินทางอันยาวนานก็จบลงที่เล่ม 24 (ก่อนจะไปว่ากันต่อในภาค 8 เห็นลงตอนแรกใน BOOM แล้ว)

    โทษฐานที่อ่าน Jojo มาทุกภาค เลยอยากวิจารณ์เก็บไว้เป็นที่ระลึกสักเล็กน้อย (สปอยล์แน่นอน)

    • นับเป็นจำนวนเล่มแล้วภาคนี้ค่อนข้างยาวกว่าภาคอื่นๆ นะ
    • ไอเดียหลักของภาคนี้คือการแข่งม้า ออกแบบมาได้ค่อนข้างดี แต่ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่นัก คือตอนหลังๆ มันไม่เกี่ยวกับการแข่งม้าแล้ว ไม่ต้องสนแล้วว่าเข้าเส้นชัยอันดับเท่าไร แข่งด่านไหน น่าเสียดายตรงนี้ ถ้าเขียนเรื่องดีๆ น่าจะสนุกกว่านี้อีก
    • ปัญหาสำคัญที่ทำให้ภาคนี้ไม่สนุก ผมคิดว่าจุดหลักคือคาแรคเตอร์ของ "ผู้ร้าย" ประธานาธิบดีฟันนี่ วาเลนไทน์ ที่รู้สึกว่าไม่เก่งเท่าที่ควร ไม่มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น (ภาค 3-4-5 ออกแบบผู้ร้ายได้เจ๋งมาก ทั้งดิโอ คิระ และบอส)
    • ถ้าไม่มี "ดิโอต้นฉบับ" จากภาค 3 โผล่มาตอนท้ายๆ ภาคนี้คงแป๊กๆ พอสมควร เพราะไม่มีตัวร้ายที่มี charisma เลย
    • บทบาทและแรงจูงใจของพระเอกในภาคนี้ก็ยังงงๆ อ่านแล้วไม่รู้ว่าใครเป็นพระเอกกันแน่ ระหว่างโจนี่กับไจโร เพราะช่วงกลางเรื่องไจโรบทเด่นกว่าจริง แต่ตอนตายก็ตายง่ายๆ เสียอย่างนั้น
    • ตัวประกอบที่ออกมาเป็นคู่แข่ง-พันธมิตรในช่วงกลางเรื่องก็ไม่มีความผูกพันกับตัวเอกเท่าไรนัก ในภาคก่อนๆ อย่างภาค 3 และ 5 ที่เป็น "การเดินทาง" เหมือนกัน กลุ่มตัวเอกจะเดินทางเป็นหมู่คณะและช่วยเหลือกัน แต่ในภาคนี้ ตัวละครอย่างเมาเท่นทิม แซนด์แมน ฮ็อตแพนต์ ฯลฯ ดู "เหมือนจะ" มีบทบาทเยอะ แต่สุดท้ายก็ล้มหายตายจากไปแบบตัวประกอบธรรมดา
    • สแตนด์ในภาคนี้ออกแบบได้ไม่สวยสักตัว โดยเฉพาะสแตนด์ของโจนี่และไจโร ขนาดสแตนด์ผู้ร้ายของประธานาธิบดียังไม่สวย พอ The World ออกมาเลยโดดเด่นมาก
    • ความสามารถของสแตนด์ก็เริ่มซ้ำๆ ตอนหลังผมรู้สึกว่า Tusk ของโจนี่เหมือนกับ Sex Pistols ในภาค 5 ผสมกับ Echo ในภาค 4 (เพราะมีหลาย ACT แถมอ่านแล้วจำไม่ได้ว่าอันไหนไปทำอะไร) ส่วนสแตนด์ของประธานาธิบดีก็ดูงั้นๆ ไม่ได้มีความสร้างสรรค์อะไรมากนัก

    ความสนุกโดยรวมอยู่ระดับกลางๆ ให้ดีกว่าภาค 6 แต่ยังสู้ 3-4-5 ไม่ได้

    Keyword:


    0 0
  • 11/25/11--17:43: Zipang 31
  • Zipang 31

    ไหนๆ เขียนถึงเรื่องการ์ตูนแล้ว ขอเขียนถึงการ์ตูนของนักเขียนที่ชอบอีกคน Kaiji Kawaguchi คือเรื่อง Zipang สักหน่อย (สปอยล์เช่นกัน)

    มิไร vs ยามาโตะ

    หลังจากปูพื้นกันมา 30 เล่ม เรื่องก็เดินทางมาถึงฉากต่อสู้ที่ควรจะเป็นเสียที นั่นคือ การต่อสู้ระหว่าง "ยามาโตะ" เรือธงขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก และ "มิไร" เรือรบสุดไฮเทคของกองกำลังป้องกันตัวเองที่ข้ามเวลาไปจากปัจจุบัน

    การต่อสู้ของเรือสองลำมีความหมาย "เชิงสัญญะ" อย่างมาก เพราะต่างก็เป็นตัวแทนของ "ยุคสมัย" ที่แตกต่างกัน ระหว่างญี่ปุ่นยุคจักรวรรดินิยมที่เน้นการแผ่ขยายอำนาจ และญี่ปุ่นใหม่หลังสงครามโลกที่เปรียบเสมือนประเทศใหม่ ไม่ใช่ประเทศเดียวกัน แต่ก็มีความลักลั่นเพราะเป็น "คนญี่ปุ่น" เหมือนกัน ไม่ใช่การสู้รบระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่เป็นการสู้รบระหว่างอุดมการณ์โดยแท้จริง

    เรือเล็กๆ อย่างมิไร สามารถจมยามาโตะที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นทำให้การต่อสู้ไม่สมดุลและคนอ่านไม่ลุ้น ดังนั้นคนเขียนที่เก่งจะต้องสร้าง "เงื่อนไข" ที่บีบให้ฝ่ายที่เก่งกว่าถูกจำกัดความสามารถบางอย่างไว้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ "อุดมการณ์" ของมิไรที่ไม่อยากให้คนบนยามาโตะต้องตาย เลยยอมทิ้งการใช้ขีปนาวุธหรือตอร์ปิโด แต่แล่นฝ่าไปเอาปืนใหญ่ยิงยามาโตะโดยตรงแทน

    (ตัวอย่างของฉากต่อสู้ลักษณะนี้คือ โค่วจงต่อสู้กับผู้วิเศษกำจายที่ยอมใช้มือเดียว เป็นต้น)

    ความเก่งของคนเขียนก็อยู่ตรงนี้แหละ ว่าสามารถสร้าง "เงื่อนไขของการต่อสู้" ที่มันดูสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือได้หรือไม่

    คาโดะมัตสึ vs คุซากะ

    อีกประเด็นที่คิดมานานแล้ว แต่ในเรื่องเพิ่งกล่าวถึงอย่างจริงจังในเล่มที่ 31 นี้ คือความคล้ายคลึงของการดำเนินเรื่องระหว่าง Zipang กับงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง Silent Service โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก

    ในแง่ของตัวละครหลัก เราสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า Zipang เป็นการฉายซ้ำของคู่ตัวละครใน Silent Service เพียงแต่เปลี่ยนฉากหลังไปจากโลกปัจจุบัน เป็นโลกอดีตเท่านั้น

    ทั้ง Zipang และ Silent Service ถูกเดินเรื่องผ่าน "ตัวเอกสองตัวหลัก" นั่นคือ "ตัวเอกเลือดร้อน" และ "ตัวเอกเลือดเย็น"

    ผู้อ่านจะติดตามเรื่องราวผ่านสายตาของ "ตัวเอกเลือดร้อน" ที่มุทะลุ ตรงไปตรงมา รักความถูกต้อง ซึ่งในกรณีของ Zipang ก็คือพันเอกคาโดะมัตสึ ส่วน Silent Service คือฟูคามาจิ

    ตัวเอกเลือดร้อนทั้งสองคนในสองเรื่องจะต้อง "ไล่ตาม" ตัวเอกเลือดเย็นอีกคนที่เป็นคู่ปรับ (ที่ได้รับการยอมรับในฝีมือ แต่อุดมการณ์แตกต่าง) โดยไม่เข้าใจว่า "หมอนั่นมันกำลังทำอะไรอยู่"

    ใน Silent Service เราเฝ้าชมการต่อสู้ของกัปตันไคเอดะเกือบตลอดทั้งเรื่อง โดยที่ไม่รู้แน่ชัดว่าไคเอดะต้องการอะไร (ซึ่งเป็นอารมณ์ร่วมของผู้อ่านกับฟูคามาจิ) จนกระทั่งเล่มท้ายๆ ถึงได้รู้แผนการของไคเอดะผ่านการประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ก

    ใน Zipang เราก็เฝ้ามองแผนการของพันตรีคุซากะที่ค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย ถึงแม้จะรู้มากกว่าแผนการของไคเอดะ (คือเอานิวเคลียร์ไประเบิดใส่กองเรือสหรัฐเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจาสันติภาพ) แต่ผู้อ่าน (และคาโดะมัตสึ) ก็ไม่เข้าใจว่าคุซากะคิดอะไร จะเคลื่อนไหวอย่างไรเช่นกัน

    ตรงนี้เป็นรูปแบบการเดินเรื่องที่ Kaiji Kawaguchi ถนัด คือใช้ตัวเอกสองคนคู่กัน อุดมการณ์หรือเป้าหมายสูงสุดใกล้เคียงกัน แต่วิธีการตรงกันข้าม และต้องปะทะกันทางความคิดไปตลอดเรื่อง ช่วยให้ความเข้มข้นของเรื่องสูงขึ้นกว่าใช้ระบบตัวเอกคนเดียว (ในเรื่อง ยุทธการจุดตะวัน Spirit of the Sun ก็ใช้ระบบตัวเอกคู่เหมือนกัน)

    ก้าวต่อไป

    ที่ญี่ปุ่น Zipang อวสานแล้วด้วยความยาว 43 เล่ม

    Kaiji Kawaguchi เขียนเรื่องใหม่อีกสองเรื่อง คือ Boku wa Beatles (น่าจะเกี่ยวกับดนตรี) และ Hyōma no Hata ~Revolutionary Wars~ การ์ตูนย้อนยุคสมัยบาคุมัตสึ (ช่วงปลายโชกุนโตคุงาว่า)

    ส่วนเรื่องยุทธการจุดตะวัน ที่ตัดจบภาคแรกไป คาดว่าคงไม่เขียนต่อแล้ว (มั้ง) สงสัยโครงเรื่องใหญ่ไปจนจบไม่ลง


    0 0

    Yoshinoya เป็นร้านฟาสต์ฟู้ดของญี่ปุ่น ขายข้าวหน้าเนื้อ (และหน้าอื่นๆ ที่ใกล้เคียง) ส่วนใหญ่ร้านจะอยู่ตามสถานีรถไฟ เน้นกินเร็วๆ ง่ายๆ แล้วลุกออก รูปแบบการจัดร้านมักเป็นเคาเตอร์ อาหารจะราคาถูก (สำหรับคนญี่ปุ่น) เหมาะสำหรับคนทำงานกินข้าวระหว่างเดินทาง

    ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปี 2006 เพื่อนเคยพาไปกินมาครั้งหนึ่ง ก็พบว่าราคาถูก (มาก) และคุณภาพค่อนข้างโอเค แต่บรรยากาศการกินมันจะเร่งๆ ด่วนๆ นิดหนึ่ง

    ผมไม่เคยกิน Yoshinoya ที่เมืองไทย ซึ่งเคยมาเปิดเมื่อนานมาแล้วและเลิกกิจการไป (คนที่เคยไปกินมาบอกว่าอร่อย) แต่คราวนี้ Yoshinoya กลับมาอีกครั้ง เปิดแล้วหลายสาขาในกรุงเทพ

    Yoshinoya Bangkok

    เมื่อวานผ่านไปแถวสาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว เลยไปลองเสียหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง (อยู่ชั้นใต้ดิน โซนกลางๆ หน้าร้านตามภาพ)

    ธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นที่มาเปิดใน กทม. ช่วงนี้คือต้องมี "ชามยักษ์" วางอยู่หน้าร้านเรียกจุดสนใจ ของ Yoshinoya ก็มีชามเหมือนกันแต่ทำไม่ค่อยสวยเท่าไร (ตอนแรกผมคิดว่าเป็นชามราเม็งด้วยซ้ำ)

    รูปแบบร้าน Yoshinoya ในเมืองไทยกลายเป็นร้านมีโต๊ะนั่งเป็นเอกเทศ มีพนักงานมารับคำสั่งที่โต๊ะ จ่ายเงินที่เคาเตอร์ด้านหน้า (เหมือนกับฮะจิบัง)

    อาหารที่ขายก็ตามเมนูครับ เป็นอาหารตระกูลข้าว ได้แก่ ข้าวหน้าเนื้อ ข้าวหน้าไก่เทริยากิ ข้าวหน้าไก่/หมูเทมปุระ มีทั้งแบบเป็นชามเดี่ยวและเป็นเซ็ต ราคาแบบชามเดี่ยวเริ่มที่ 109 บาท ซึ่งก็ถือว่าไม่ถูกนัก (แต่ก็ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับร้านญี่ปุ่นในไทย)

    วันที่ไปกินนี้ร้านมีโปรโมชัน "เซ็ตพิเศษ" คือข้าว ซุป ชาเขียว และไก่เทริยากิ ในราคาชุดละ 199+ บาท ก็เลยสั่งมาลองสองชุดครับ

    ชุดนี้ของผม ข้าวหมูเทมปุระ ซุปสาหร่าย ไก่เทริยากิ 6 ชิ้น และชาเขียวจืด

    ไก่หน้าตาดูดี ใช้สูตรทอดแห้งๆ กินแล้วอร่อยทีเดียว รสชาติโดยรวมจืดไปนิด ต้องราดซีอิ๊วช่วยสักหน่อย

    ข้าวหมูเทมปุระประกอบด้วย หมูชุปแป้งทอด 2 ชิ้นใหญ่ ผักชุปแป้งทอดอีกนิดหน่อย ซึ่งกินแล้วปรากฏว่า

    "ไม่อร่อยครับ"

    อาหารชามนี้สามารถตัดสินว่าไม่อร่อยได้อย่างเต็มปาก เพราะแป้งที่ชุบนั้นหนามาก ยังกับกินแป้งโรตีมากกว่าแป้งเทมปุระ แถมการทอดก็ทิ้งไว้นานจนเหนียว ตัวแป้งเองก็จืดไม่มีรสชาติ และข้าวที่หุงมาก็แฉะ กินแล้วแหยะๆ

    ผมอดทนกินหมูไปได้หนึ่งชิ้น แล้วก็ยอมแพ้ เปลี่ยนไปกินข้าวกับไก่เทริยากิแทน (นานๆ ทีจะกินข้าวไม่หมด เหลือทิ้งแบบนี้ ไม่ไหวจริงๆ ฟ่ะ)

    อีกเซ็ตเป็นข้าวหน้าเนื้อ (ซึ่งเป็นอาหารเด่นของร้าน) เวอร์ชันใส่ผักเพิ่มเติม

    ข้าวก็แฉะเพราะเป็นอาหารล็อตเดียวกัน ตัวเนื้อเฉยๆ คือไม่มีรสชาติอะไรมากนัก (เข้าใจว่าหมักซอสไม่เข้าเนื้อ) รสชาติตามซอสที่ราดมาออกเค็มอย่างเดียว (เค็มไร้จินตนาการ)

    สรุปว่าไม่ประทับใจ พยายามมองโลกในแง่ดีว่าเพิ่งเปิดร้าน รสมือของพนักงานยังไม่เข้าที่ เก็บสกิลยังไม่พอ หวังว่าคงมีคนที่เกี่ยวข้องมาอ่านและนำไปปรับปรุง

    ข้อดีอื่นๆ คืออาหารได้เร็ว (มาก) ไก่ทอดรสชาติดี ซุปก็โอเคครับ

    ตอนกินที่ญี่ปุ่นรู้สึกว่ามันอร่อยกว่านี้เยอะเลยนะ

    Keyword:


    0 0
  • 11/26/11--08:14: AlterDroid
  • เขียนแบบเร็วๆ ไม่มีอ้างอิงลิงก์ละกันนะครับ ข่าวอยู่ใน Blognone ทั้งหมดไปหากันเองได้

    ณ ตอนนี้ต้องบอกว่า Android AOSP กลายเป็น "ต้นน้ำ" ของ "ดิสโทร" หรือรอมมือถือ/แท็บเล็ตไปแล้ว สถานะของมันยิ่งกว่า Debian ด้วยซ้ำ (คือไม่มีคู่แข่งใดๆ)

    ปัญหาคือรูปแบบ "การนำ" ของกูเกิลเป็นแบบนำเดี่ยวในห้องปิด ซึ่งมันจะมีปัญหาการเมืองกับพันธมิตรตามมา (พูดง่ายๆ ว่าปิดกั้นไม่ให้พันธมิตรหรือชุมชนมีปากเสียงในการกำหนดทิศทางการพัฒนา กูเกิลเป็นพระเจ้า)

    ช่วงหลังเราจึงเห็น heavily modified Android devices ออกมาเยอะเลย เช่น

    • Kindle Fire
    • Nook
    • Facebook Phone ที่ลือกันมานาน
    • สารพัด Android จีน ที่ทำโดยบริษัทจีนอย่าง Alibaba, Tencent, etc. รวมไปถึงพวกแปลกๆ อย่าง MIUI ด้วย

    รอมเหล่านี้อาศัย free ride อยู่บน app ecosystem ที่กูเกิลทำเอาไว้ ทำให้ไม่ต้องลงทุนเรื่องการสร้างแอพมารันบนฮาร์ดแวร์ตัวเองมาก (แล้วค่อยเพิ่มบริการที่เป็น lock-down ของตัวเองเข้ามา)

    แต่ยุทธศาสตร์นี้ก็มีปัญหาคือ เพื่อความเข้ากันได้ของแอพ รอมพวกนี้ก็จะต้องวิ่งไล่ตามกูเกิลทุกครั้งที่ AOSP ออกรุ่นใหม่ (ปัญหาเดียวกับพวก Sense, Blur หรือ TouchWiz นั่นแล) ซึ่งจะต้องแก้บ่อย ๆ มันก็ไม่ไหวนา ทำมาตั้งนานแล้วต้องมาทิ้งมันก็น่าเสียดายอยู่

    ดังนั้นผมคิดได้ว่า ไปถึงจุดหนึ่ง (ไม่น่าจะเกิน 1 ปีต่อจากนี้) เราน่าจะเห็นความพยายามในการ "อภิวัฒน์การปกครอง" จาก AOSP มั่งแล้ว เพียงแต่ยังประเมินไม่ถูกว่ามันจะออกมาแบบไหน ระหว่าง

    1. การรวมหัวกันต่อรองเพื่อให้กูเกิลยอมเปิดกว้างในการพัฒนา AOSP (อาจทำในที่ปิดลับก็ได้ ขอแค่บริษัทพวกนี้ได้เข้าร่วมแบบลับๆ)
    2. การรวมหัวกัน fork โครงการออกมาจาก AOSP เลย และแยกสายการพัฒนากันแบบลาขาด
    3. การลงขันกันสร้าง sub-distro ที่พัฒนาต่อจาก AOSP อีกทีหนึ่ง สถานะจะคล้ายๆ CM คือเป็นดิสโทรคั่นกลางระหว่างต้นน้ำ (AOSP) กับปลายน้ำ (custom ROM) อีกที ที่ต้องลงขันกันเพื่อจะได้ไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน

    อันที่น่าสนใจที่สุดคงเป็นแนวทาง (2) ที่ fork ออกมากันเลย ขอเรียกมันเล่นๆ ว่า AlterDroid แล้วกันครับ (มันจะน่าสนใจมากสุดๆ ถ้าหากเราเห็นบริษัทจีนรวมหัวกันสร้าง ChinaDroid ใช้ในประเทศกันเองนะ)

    แต่ความเป็นไปได้มากที่สุดคงเป็น (1) คือเมื่อสถานะทางการตลาดเริ่มอยู่ตัวแล้ว กูเกิลคงจะเปิดกว้างมากขึ้นผ่าน OHA หรือรูปแบบการจัดองค์กรลักษณะอื่นๆ ซึ่งตรงนี้กูเกิลก็มีบทเรียนมาเยอะแล้วจากโครงการโอเพนซอร์สหลายๆ ตัวที่ดำเนินอยู่ (เช่น Chromium)


    0 0

    ความเจ๋งอย่างหนึ่งของประเทศไทยคือ อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ บึง เขื่อน เกือบทุกแห่งจะต้องมี "ร้านอาหารริมน้ำ" ที่บรรยากาศดี (เพราะมันเป็น open space ติดน้ำ) และรสชาติส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างดี

    เมื่อเดือนที่แล้วระหว่างการอพยพออกนอกกรุงเทพ ผ่าน จ.ปราจีนบุรี ก็รับทราบมาว่ามีร้านลักษณะนี้อยู่เหมือนกัน เลยไปลองหน่อย

    ร้านนี้ชื่อว่า "ปลายเขื่อน" อยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำเขาอีโต้ (หรืออ่างเก็บน้ำจักรพงษ์) ออกไปนอกตัว อ.เมืองปราจีนบุรี สักหน่อยนึง (พิกัดใน Foursquare) เข้าพื้นที่อ่างเก็บน้ำแล้วเลี้ยวไปทางขวามือนะครับ จะมีถนนเลียบริมอ่างไปเรื่อยๆ และเห็นป้ายร้านเอง

    IMG_3022

    ร้านเป็นเพิงอยู่ริมน้ำชนิดว่าติดจริงๆ ตอนที่ไปบ่ายแล้วแต่อากาศก็ไม่ร้อนมาก เพราะมันติดน้ำ ได้ลมริมน้ำมาช่วยไว้ เย็นสบาย IMG_3027

    เนื่องจากไปน้อยคนก็เลยสั่งได้น้อยอย่าง ปรากฏว่าอร่อยทุกอย่าง อย่างแรกคือต้มโคล้งปลาช่อนทอด ให้ 9/10

    IMG_3032

    ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ทอดกรอบเวอร์ กินได้ทั้งตัว จานนี้ให้ 10/10

    IMG_3033

    ปิดท้ายด้วยอาหารผักๆ มาบาลานซ์สุขภาพบ้าง ผัดผักรวมธรรมดา ดันเข้าขั้นอร่อยมาก ถึงรสซอสหอยนางรม 10/10

    ผัดผักรวม

    ใครผ่านไปแถวนั้นก็ควรแวะเวียนไปลองชิมนะ

    Keyword:


    0 0

    อยากได้พีซีที่เป็น workstation มานานพอสมควร เพราะโน้ตบุ๊กที่ใช้อยู่พลังประมวลผลมันค่อนข้างจำกัดในระดับหนึ่ง เล่นเกมก็ลำบาก แถมเปิดเบราว์เซอร์แท็บเยอะๆ ก็ลำบาก ทำให้ไม่สามารถเปิดงานค้างไว้เยอะๆ ได้เท่าที่ควร productivity ก็ลดลง ไม่อยู่ในระดับที่ควรจะเป็น

    ทีนี้โต๊ะมันเล็ก เลยอยากได้ All-in-One เพื่อความประหยัดพื้นที่ด้วย

    ตัวที่สวยที่สุดย่อมเป็น iMac แต่ขอโทษที หลังจากทำงานมาได้พักหนึ่ง ผมไม่สามารถตัดใจซื้อ iMac ตัวละ 40,000 ได้จริงๆ เพราะเราสามารถซื้อพีซีที่สเปกใกล้เคียงกันในราคา 2x,xxx ได้ (อารมณ์ว่านับวันยิ่งเห็นคุณค่าของเงิน)

    Requirement

    Requirement ต่อมาคือผมซื้อเกมใน Steam ไว้พอสมควร และยังไม่ได้เล่นเต็มที่นักด้วยเรื่องของสเปกเครื่อง+เวลาว่าง จึงหวังว่าถ้าซื้อคอมที่แรงในระดับหนึ่งมาใช้ ก็น่าจะสร้างแรงจูงใจเรื่องสเปกได้ (ส่วนเรื่องเวลาก็อีกประเด็นนึง) เลยคิดว่าควรซื้อ AIO รุ่นที่มีการ์ดจอแยกมาด้วยจะดีกว่า

    จริงๆ ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร Intel HD Graphics นะครับ แต่ดูสเปกของคอมที่ขายในท้องตลาดแล้ว รุ่นที่จะได้ Intel HD 3000 ต้องแพงพอสมควร รุ่นถูกจะได้แค่ HD 2000 ซึ่งเราสามารถหารุ่นใกล้เคียงกันที่เป็น Radeon HD 6450 ได้

    อย่างอื่นก็ไม่ซีเรียสอะไรนัก คือซีพียูจะเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่เป็น Atom (ที่ออฟฟิศมี Nettop ตัวนึง ช้าน้ำตาไหล) แรมขอเป็น 4GB ส่วนฮาร์ดดิสก์ก็ 1TB แล้วกัน เพราะคอมแบบนี้มันต่อขยายลำบาก เอาเยอะหน่อยแต่แรกดีกว่า

    หน้าจอสัมผัสไม่ใช่เรื่องซีเรียส เพราะมันคงเมื่อยมือ แต่ถ้ามีก็ดีเพราะเอาไว้รอ Windows 8 ซึ่งรวมๆ แล้วไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะดูแล้วจอสัมผัสจะแพงขึ้นอีกพอตัว

    อีกประเด็นคือผมเป็นคนไม่ชอบ wireless mouse/keyboard เพราะตอนถ่านหมดมันจะชิปหายเสมอ แต่ AIO รุ่นกลาง ๆ ส่วนมากจะแถมแบบไร้สายมาด้วยเพราะมันดูเท่ดี อันนี้ก็คงต้องเลยตามเลย อนาคตอาจไปหาแบบมีสายมาเสียบเพิ่มแทน

    ตัวเลือกในตลาด

    สำรวจตลาดแล้วพบว่า AIO ที่ขายในปัจจุบันมี 3 ระดับ (ถ้าไม่เอา Atom)

    • รุ่นล่าง ราคาราวๆ 14,xxx เป็นต้นไป ใช้ซีพียู AMD APU หรือ Pentium รุ่น G, Ram 1-2GB, หน้าจอ 20", ไม่แถมวินโดวส์
    • รุ่นกลาง ราคาราว 18,000 ถึงสองหมื่นต้นๆ ซีพียูจะเป็น Core i3 รหัสสี่หลักขึ้นไป, Ram 2-4GB, หน้าจอ 21", ฮาร์ดดิสก์ 500GB-1TB, แถมวินโดวส์เป็นบางรุ่น
    • รุ่นสูง ราคา 28,000 ขึ้นไปจนถึงห้าหมื่น ซีพียูก็แรงๆ ไปเลย หน้าจอ 23" สัมผัส แถมวินโดวส์เกือบทุกรุ่น

    พิจารณาความต้องการแล้ว ผมอยากได้ AIO ระดับกลางค่อนไปทางดีหน่อย ใช้การ์ดจอแยก ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการมี 2 ตัวครับ

    • HP Omni 220 เป็นตัวบนสุดในรุ่น non-touch ของ HP (รุ่นจอสัมผัสจะเรียก TouchSmart) จอขนาด 21.5" ซีพียูเป็น Core i3-2120, Ram 4GB, Radeon HD6450, ฮาร์ดดิสก์ 1TB, ไม่แถมวินโดวส์ ราคา 21,900 บาท
    • Lenovo IdeaCentre B320 รุ่นย่อยตัวนี้ใช้ Core i3-2120, Ram 2GB, HDD 500GB, ไม่แถมวินโดวส์ ราคา 19,900 บาท

    นอกจากนี้ยังมี Acer และ Dell ที่ทำ All-in-One แต่กรณีของ Dell ก็ตัดไปเพราะรุ่นธุรกิจไม่มีการ์ดจอแยก ส่วน Acer รุ่นจอยกสูงรู้สึกว่าไม่ค่อยสวย ดังนั้นดูสถานการณ์แล้วคาดว่าจะได้ซื้อ HP Omni เป็นแน่

    สถานการณ์จริง

    ผมไปซื้อที่ Fortune ก็เดินสำรวจราคาสักพักเพราะราคาในเว็บไม่ค่อยตรงกับหน้าร้าน (ปัญหาคลาสสิกของเว็บบริษัทคอมเมืองไทย) สุดท้ายไปเจอเข้ากับตัวนี้ที่ร้านชั้น 3 หน้าห้องน้ำ

    Gateway (แบรนด์ลูกของ Acer) รุ่นนี้เป็นจอ 23" สัมผัส อัดสเปกมาครบตามเท่าที่ต้องการ ราคาที่ดูมาแต่เดิมอยู่ที่ 29,900 ซึ่งแพงเกินงบไปพอสมควร แต่กลับเอามาลดราคาเหลือ 24,900 บาท (คนขายบอกว่าโปรโมชันช่วยน้ำท่วม ไม่รู้จริงหรือล้อเล่น)

    พิจารณาเทียบกับสเปกของ HP Omni 220 แล้ว เพิ่มเงินอีกนิดได้จอใหญ่ขึ้น, จอสัมผัส, วินโดวส์แท้ (อย่างอื่นไม่ค่อยสน) แบบนี้ก็ไม่ต้องคิดมาก (เงินสดลดได้เหลือ 24,500) หน้าตาผมชอบ Omni มากกว่าแต่ก็เอาเถอะ ซื้อมาใช้งาน

    Gateway ZX6961

    จริงๆ ชื่อรุ่นของมันคือ Gateway One (คงคล้ายๆ กับ Aspire One) ส่วนรุ่นย่อยก็ตามสเปกคือ ZX 6961-001T กล่องใหญ่มาก แบกกันอ้วกอยู่

    อุปกรณ์ที่แถมมาในกล่องก็ประมาณหนึ่ง กลุ่มป้อนข้อมูลเป็นไร้สายทั้งหมด ที่เยี่ยมมากคือแถมถ่านมาให้เลย 3 อย่าง ถ่าน 3 แบบ

    รีโมทเอาไว้คุม Windows Media Center ซึ่งยังไม่ได้ลองเท่าไร (รีโมทมันก๊องแก๊งไปหน่อย Apple Remote ดูดีกว่ามาก) ส่วนคีย์บอร์ดมันแบนราบเกินไป พิมพ์ลำบาก (โดยเฉพาะคนที่คุ้นกับคีย์บอร์ด ThinkPad แล้วแบบผม) แต่ก็เป็นข้อจำกัดของคีย์บอร์ดสมัยใหม่นี้ทุกอัน ส่วนเมาส์ก็มาตรฐานไม่มีอะไรพิเศษ

    อันที่ดีหน่อยคือพอร์ตเชื่อมต่อที่ให้มาเยอะมากๆ USB ด้านหลัง 6 พอร์ต ด้านข้างหน้ามีอีก 2 พอร์ต ส่วนอันที่เจ๋งและรุ่นอื่นไม่ค่อยมีคือมันมี VGA out ด้วย เอาไว้ต่อจอนอกได้อีกอัน

    AIO เดี๋ยวนี้มี Wi-Fi หมดแล้วนะครับ ไม่ต้องลากสายแลนกันให้ยุ่งวุ่นวาย

    เนื่องจากตั้งใจจะซื้อรุ่น 20-21" แต่เอาจริงมาได้ 23" แทนเลยรู้สึกว่ามันใหญ่เต็มโต๊ะดี (มันมีไฟใต้จอตรงลำโพงด้วยนะ ไม่แน่ใจว่าให้มาทำไม) โดยรวมๆ ก็ใช้งานได้โอเค ข้อเสียที่พบคือเสียงฮาร์ดดิสก์ค่อนข้างดัง และคีย์บอร์ดพิมพ์ลำบากไปหน่อย ยังไม่ค่อยคุ้น

    ซอฟต์แวร์เป็น Windows 7 Home Premium แถม Windows Touch Pack และ bloatware มาอีกจำนวนหนึ่ง (Cyberlink, Nero, Norton 360, Skype, Windows Live, Bing)

    ที่ฮาคือ Acer แถม Norton 360 มาจากโรงงาน แต่ Acer Thai แถม TrendMicro มาข้างกล่อง

    ผมยังไม่มีเวลาลงลินุกซ์เลยยังบอกไม่ได้ว่าเป็นอย่างไรมาก เผอิญช่วงนี้ยุ่งๆ หลายเรื่อง เดี๋ยวจะลองเมื่อมีเวลา

    สุดท้ายก็ต้องตั้งชื่อเครื่องตามธรรมเนียม ซึ่งชื่อสวยๆ ก็ถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ย้อนอ่านบล็อกเก่า พบคอมเมนต์ของคุณ @pittaya ทักว่ามีคอมชื่อ Niobe และ Ghost แล้ว ยังขาด Sparks ก็เลยเป็นโอกาสดีที่จะตั้งชื่อให้ครบเซ็ตครับ

    สรุปว่านี่เป็น Acer เครื่องแรกที่เคยมีในครอบครองครับ (เหลือ Dell กับ ASUS สินะ)


(Page 1) | 2 | 3 | .... | 28 | newer